วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความรักกับชีวิต

มีคนมากมาย..เดินทางหาความรัก
ว่ามันอยู่ที่ไหน...
ที่จริงหากเรารู้จักที่จะมีความรัก
ความรักก็..คือชีวิตนั่นเอง
หากชีวิตไร้รัก..
ก็เหมือนกับขาดจิตวิญญาณ
เพราะมนุษย์จะสามารถสร้างสรรค์ชีวิตได้
ก็เพราะมีพลังเเห่งรักหล่อเลี้ยงชีวิต
นั่นคือการมีใครสักคนนอกจากตนเอง
ไว้ให้คิดถึง ไว้ให้ห่วงหาอาทร
ไว้ให้รัก เเละมอบความอบอุ่นให้
หากคนเราต้องการจะมีรัก
พึงเปิดหัวใจให้พอดีที่จะมีใครไว้สักคน
และมอบความภักดีเเละความวางใจ
มั่นใจว่าคนที่เรารัก สามารถที่จะเดินกับเราได้ตลอดชีวิต
ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อเราลงมือกระทำ
มีอะไรมากมาย .. ซึ่งมักทำลายความรักในระหว่างทางก้าวเดิน
นั่นคือการเจอสิ่งที่ดีกว่า
แต่นั่นมิได้หมายความว่ามันจะดีกับเรา
สิ่งที่เห็นว่าดีกว่าอาจจะเป็นเเค่เงาในอากาศ
ถ้าสิ่งนั้นมิใช่ของๆเรา
คนเราจึงควรรักษา..สิ่งที่มีอยู่ในมือ
แล้วถือมันไว้ในอ้อมใจ
รักษาสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ไว้ให้ได้ในระยะกาล..เท่าที่คนเราจะพึงมีชีวิตอยู่
เเค่นั้นเอง...
ถ้าหากคนเราสามารถที่จะรักคนอื่นได้
เพียงเเค่คนเดียวในขณะลมหายใจปัจจุบัน
ชื่อว่าได้รักษาชีวิตเเห่งรักของตนเองไว้
และมีชีวิตอยู่อย่างมีจิตวิญญาน
คือวิญญานเเห่งรักอันมั่นคง.....ตลอดนิรันดร์

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย(Buddhism in Russia)

๑. ๑ ความสำคัญและประวัติความเป็นมา
รัสเซียปรากฏขึ้นเป็นรัฐชาติ (state-nation) ครั้งแรกในตอนปลายศตวรรษที่ ๑๐ ในปี ค.ศ. ๙๘๘ ซึ่งเป็นปีที่รัสเซียรับเอาศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาประจำชาติโดยมีอาณาเขตของรัฐอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำ ดเนียโปร (Dniepr) มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เมืองเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครนในปัจจุบัน อาณาจักรรัสเซียโบราณเรียกตนเองว่ารุสแห่งเคียฟ (Kievan Rus) โดยเมืองเคียฟเป็นรอยต่อที่สำคัญของเส้นทางการค้าทางเรือที่เชื่อมระหว่างทะเลบอลติกกับทะเลเมดิเตอเรเนียนซึ่งเป็นเส้นทางที่ชาวไวกิ้งจากทะเลบอลติกเป็นผู้บุกเบิกและเชื่อกันว่าชาวไวกิ้งที่มาจากพื้นที่บริเวณที่ชาวสวีเดนเรียกว่ารูสลาเกน (Ruslagen) ในประเทศสวีเดนในปัจจุบัน เป็นผู้รวบรวมชาวรัสเซียที่กระจัดกระจายอยู่ตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ในบริเวณลุ่มแม่น้ำดเนียโปร และแม่น้ำสายเล็กสายน้อยสาขาของทะเลบอลติกให้เป็นปึกแผ่นและสร้างเมืองการค้าตามบริเวณลุ่มแม่น้ำจากทะเลบอลติกลงมา เช่น เมืองนอฟกอร็อด (Novgorod) และเมืองพสค็อฟ (Pskov) โดยให้เมืองเคียฟเป็นศูนย์อำนาจของอาณาจักรรุสหรือรุสเซียโบราณ
ศูนย์กลางของอาณาจักรรัสเซียโบราณย้ายจากเมืองเคียฟไปยังเมืองต่าง ๆ ตามความแข็งแกร่งและอำนาจของเจ้าผู้ครองแคว้น โดยในศตวรรษที่ ๑๒ ศูนย์อำนาจของอาณาจักรย้ายไปอยู่ที่เมืองวลาดิมีร์-ซุสดาล (Vladimir-Suzdal) และเมืองนอฟกอร็อดในเวลาต่อมา ก่อนที่จะถูกอนารยชนมองโกล-ตาตาร์เข้ายึดครองเป็นเวลาถึง ๒๕๐ ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๒๓๗ ถึงปี ค.ศ. ๑๔๘๐ และในที่สุดศูนย์กลางของอาณาจักรรัสเซียก็ได้ย้ายจากวลาดิมีร์-ซุสดาลมาอยู่ที่เมืองมอสโกภายหลังที่เจ้าชายอีวานที่ ๓ หรืออีวานมหาราช เจ้าผู้ครองแคว้นมอสโกประกาศปลดปล่อยรัสเซียจากมองโกล-ตาตาร์ได้สำเร็จในปี ค.ศ. ๑๔๘๐
รัสเซียขยายเขตอาณาของตนออกไปในทุกทิศทุกทางระหว่างศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ เข้ายึดครองอาณาจักรของตาตาร์ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโวลก้าและเทือกเขายูราล บุกเข้าแคว้นไซบีเรียจนถึงดินแดนในภาคตะวันออกไกลที่เป็นเขตเก่าภายใต้การระบอบปกครองของมองโกล ในปี ค.ศ. ๑๖๑๓ มิฮาอิล โรมานอฟปราบดาภิเษกขึ้นเป็นซาร์แห่งรัสเซียและสถาปนาราชวงศ์
โรมานอฟขึ้นปกครองรัสเซีย
รัสเซียทำสงครามกับสวีเดนระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๐๐-๑๗๒๑ เพื่อแย่งชิงทางออกสู่ทะเลบอลติกและทำสงครามกับอาณาจักรออโตมันเติร์กระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๘๙-๑๗๙๑ เพื่อแย่งชิงทางออกสู่ทะเลดำ ทำสงครามกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๘๑๒ เพื่อต่อต้านการเข้ายึดครองของจักรพรรดินโปเลียน ราชวงศ์โรมานอฟปกครองรัสเซียถึงสมัยที่ซาร์นิโคลัสที่ ๒ ถูกโค่นล้มราชบัลลังก์พร้อมการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในรัสเซีย ในระหว่างการปฏิวัติ
สังคมนิยมในปี ค.ศ. ๑๙๑๗ การเปิดเสรีทางการเมืองของประธานาธิบดีกอร์บาชอฟนำไปสู่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ รัสเซียภายใต้สหภาพโซเวียตได้สถาปนาระบบประชาธิปไตยในรูปแบบสหพันธรัฐ โดยมีประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน เป็นผู้นำประเทศและเป็นประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซียที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยและจัดตั้งระบบรัฐสภาสมัยใหม่เข้าแทนที่สภาโซเวียตในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ ดำเนินการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากการวางแผนส่วนกลางไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดจนประสบความสำเร็จในปัจจุบันพร้อมกับการก้าวขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ สหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน มีที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของทวีปเอเชีย โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ทั้งทวีปเอเชียและยุโรป มีเทือกเขาอูลานเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทั้ง ๒ ทวีป พื้นที่ ๒ ใน ๓ ของสหพันธรัฐรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศอาเซอร์ไบจาน เบลารุส จีน เอสโตเนีย ฟินแลนด์ คาซัคสถาน เกาหลีเหนือ ลัตเวีย ลิทัวเนีย มองโกเลีย นอร์เวย์ โปแลนด์และยูเครน มีประชากร ๑๔๒.๓ ล้านคน ประกอบด้วยชาวรัสเซีย ร้อยละ ๗๙.๘ นจอกนั้นเป็นชาวตาตาร์ ยูเครน บาชคีร์ เบลารุส เยรมัน ยิว อาร์มาเนีย และคาซัด ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสตศาสนานิกายออร์โธดอกซ์รัสเซีย ร้อยละ ๙๐ ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ ๖ คริสตศาสนานิกายคาธอลิก ร้อยละ ๑.๘ และพุทธศาสนานิกายมหายาน ร้อยละ ๐.๖ หรือราว ๓๐๐,๐๐๐ คน และมีหมู่บ้านหรือชุมชนชาวพุทธ ๔๓๒ ชุมชน
รายงานฉบับนี้จึงต้องการนำเสนอภาพรวมของพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย ว่ามีพื้นฐานพระพุทธศาสนาอย่างไร มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน และมั่นคงเพียงไร วิถีชีวิตคนรัสเซียส่วนไหนที่มีพระพุทธศาสนาอยู่ในชีวิตประจำวัน จึงได้รวบรวมรายงานฉบับนี้ขึ้น ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
๑.๒ วัตถุประสงค์ของรายงานฉบับนี้
๑.๒.๑ เพื่อศึกษาสภาพพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
๑.๒.๒ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนประเทศรัสเซีย
๑.๓ ปัญหาที่ต้องการทราบ
๑.๓.๑ พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย คือ อะไร มีลักษณะแบบไหน สภาพของพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียเป็นอย่างไร
๑.๓.๒ วิถีชีวิตและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียเป็นอย่างไร
๑.๔ คำจำกัดความของศัพท์ที่ใช้ในการรายงาน
พระพุทธศาสนา หมายถึง พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและพระพุทธศาสนามหายาน
๑.๕ ขอบเขตการรายงานฉบับนี้
การศึกษาและทำรายงานครั้งนี้ เป็นการศึกษาทางเอกสาร (Documentary research) ผู้ทำรายงานมุ่งศึกษาสภาพพระพุทธศาสนาและพัฒนาการพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย ในแง่เกี่ยวกับการเผยแผ่และวิถีชีวิต ตามสภาพการในดินแดนประเทศรัสเซีย เป็นหลัก
การเขียนรายงานครั้งนี้ การอ้างอิงเนื้อหา ข้อความเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ในรายงานนี้ใช้งานที่เกี่ยวข้องของนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา และจากเอกสารงานนิพนธ์ ตลอดจนถึงงานแปลเอกสาร หนังสือแปล และจากข้อมูลของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ได้เป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย เพื่อประกอบการเขียนรายงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
๑.๖ วิธีการดำเนินการเขียนรายงาน
รายงานนี้ มีขั้นตอนในการเขียนและศึกษา ดังต่อไปนี้
๑.๖.๑ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้ทำรายงานได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร, หนังสือ, การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของปัญหา และประเด็นที่ต้องการทราบจากแหล่งข้อมูลดังนี้
(๑) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) ศึกษาเนื้อหา เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในในประเทศรัสเซีย ในประเด็นต่างๆตามวัตถุประสงค์จากหนังสือภาษาอังกฤษที่เขียนถึงพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย เป็นกรอบในการพิจารณาและเป็นข้อมูลปฐมภูมิ
(๒) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source) ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อรายงานนี้ คือ วิทยานิพนธ์ หนังสือ วารสาร บทความ และเอกสารต่าง ๆ
๑.๖.๒ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะนำข้อมูลทีได้จากการรวบรวมเอกสาร วารสาร หนังสือ และงานวิจัยต่าง ๆ นั้น มาวิเคราะห์สภาพการพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซียในประเด็นต่างๆ ที่ผู้เขียนรายงานสนใจเป็นหลัก
๑.๖.๓ สรุป การสรุปเป็นผลการรายงานในรูปแบบของการพรรณนา (Description) ต่อไป
๑.๗.๗ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑.๗.๑ ทำให้รู้และเข้าใจสภาพพระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
๑.๗.๒ ทำให้รู้และเข้าใจวิถีชีวิตและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย
บริบทและสภาพการณ์พระพุทธศาสนาในรัสเซีย
๒.๑ ยุคแห่งการตั้งอาณาจักร
ชาวสลาฟตะวันออกเป็นชนชาติแรกที่เข้ามาตั้งถื่นฐานในรัสเซีย บริเวณแม่น้ำนีเปอร์และแม่น้ำวอลกาทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนทางตอนเหนือชนชาติสแกนดิเนเวียและไวกิ้งที่รู้จักในนามวาแรนเจียน ได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำเนวา และทะเลสาบลาโดกา ทำการติดต่อค้าขายกับชาวสลาฟ แต่แล้วในปี ค.ศ. ๘๘๐ กษัตริย์แห่งวาแรนเจียนก็เข้ามายึดเมืองเคียฟของชาวสลาฟ และได้ตั้งเคียฟเป็นเมืองหลวง โดยผนวกดินแดนเหนือและใต้เข้าด้วยกันแล้วขนานนามว่า เคียฟรุส (Kievan Rus')
ในปี ค.ศ. ๙๗๘ เจ้าชายวลาดีมีร์ โมโนมัค ขึ้นครองราชย์และทรงนำศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์เข้าสู่รัสเซีย ซึ่งต่อมามีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะ สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของประเทศ ในช่วงศตวรรษที่ ๑๑ เคียฟเป็นนครหลวง ศูนย์รวมของอำนาจกษัตริย์และเป็นศูนย์กลางของคริสต์จักรออร์ทอดอกซ์ ในขณะที่เมืองอื่นๆ ก็มีประชากรก่อตั้งขึ้นมา จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวอ้างถึงมอสโกครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๑๔๗ ว่าเจ้าชายยูริ ดอลโกรูกี มกุฎราชกุมารแห่งนครเคียฟ มีรับสั่งให้สร้างป้อมปราการไม้หรือเครมลินขึ้นที่เนินเขาโบโรวิตสกายา ริมแม่น้ำมอสควา และตั้งชื่อเมืองว่า มอสโก
๒.๒ อาณาจักรมัสโควี
ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ กองทัพมองโกล นำโดยบาตูข่าน เข้ารุกรานรัสเซีย และยึดเมืองเคียฟได้สำเร็จ หลังจากนั้นรัสเซียก็ถูกตัดจากโลกภายนอก ถูกควบคุมทางการเมือง การปกครอง และต้องจ่ายภาษีให้กับมองโกล กษัตริย์และพระราชาคณะจึงย้ายศูนย์กลางอำนาจมาทางตอนเหนือ
ในปี 1328 พระเจ้าอีวานที่ ๑ ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงมีฉายาว่า lvan kalita หรืออีวานถุงเงิน เนื่องจากทรงเก็บส่วยและเครื่องบรรณาการให้มองโกล และในยุคนี้เองที่กษัตริย์ได้ย้ายที่ประทับมาที่มอสโก ต่อมาในยุคของพระเจ้าอีวานที่ ๒ (ค.ศ. ๑๓๕๓-๑๓๕๙) มองโกลเริ่มเสื่อมอำนาจ เจ้าชายดมีตรี โอรสแห่งพระเจ้าอีวานที่ 2 ทรงขับไล่มองโกลได้สำเร็จในการรบที่คูลีโคโว บนฝั่งแม่น้าดอน ในปี ๑๓๘๐ พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็น ดมีตรี ดอนสกอย (ดมีตรีแห่งแม่น้ำดอน) ได้รวมเมืองวลาดีมีร์และซุลดัล อันเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรมัสโควี และยังได้บูรณะเครมลินเป็นกำแพงหินขาวแทนไม้โอ๊ก มอสโกจึงมีอีกชื่อเรียกว่า เมืองกำแพงหินขาวในยุคนั้น แต่เพียงไม่นานพวกตาตาร์ก็กลับมาทำลายเครมลินจนพินาศ รัสเซียต้องเป็นเมืองขึ้นของตาตาร์อีกครั้งหนึ่งในปี ๑๓๘๒
๒.๓ จักรวรรดิรัสเซีย
ค.ศ. ๑๖๑๓ -๑๙๑๗ พระเจ้าปีเตอร์ที่ ๑ มหาราช (ค.ศ. ๑๖๘๒-๑๗๒๕) ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ ๑๐ ชันษา พร้อมกับพระเจ้าอีวานที่ ๕ (เป็นกษัตริย์บัลลังก์คู่) จนในปี ๑๖๙๖ เมื่อพระเจ้าอีวานที่ ๕ สิ้นพระชนม์ พระเจ้าปีเตอร์ที่ ๑ มหาราช จึงมีพระราชอำนาจโดยแท้จริง ในยุคของพระองค์ทรงขยายอาณาเขตรัสเซียออกไปทางตะวันออกถึงวลาดีวอสตอค และทรงใช้นโยบายสู้ตะวันตก ทรงนำรัสเซียเข้าสู่ยุคใหม่ โดยในปี ค.ศ. ๑๗๑๒ ทรงย้ายเมืองหลวงจากมอสโกมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดตั้งกองทหารราชนาวีขึ้นในรัสเซีย ทั้งยังทรงนำช่างฝีมือจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ มาสร้างวิหารและพระราชวังที่งดงามอีกมากมาย และทรงนำพาจักรวรรดิรัสเซียให้เป็นที่รู้จักเกรียงไกรในสังคมโลก ถัดจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชยังมีซาร์และซารีนาอีกหลายพระองค์ที่สืบราชบัลลังก์ ทว่าผู้ที่สร้างความเจริญเฟื่องฟูให้กับรัสเซียสูงสุด ได้แก่ พระนางเจ้าแคทเธอรีนที่ ๒ (ค.ศ. ๑๗๖๒ - ๑๗๙๖) พระนางได้รับการยกย่องให้เป็นราชินี ด้วยทรงเชี่ยวชาญด้านการปกครองอย่างมาก กระนั้นพระนางก็มีชื่อเสียงด้านลบด้วยพระนางมีคู่เสน่หามากมาย
ผู้สืบราชวงศ์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าพอลล์ที่ ๑ (ค.ศ. ๑๗๙๖ - ๑๘๐๑) พระราชโอรสของพระนางเจ้าแคทเทอรีน ทรงครองราชย์อยู่เพียงระยะสั้น จากนั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ ๑ (๑๘๐๑ - ๑๘๒๕) พระราชโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อ ในปี ๑๘๑๒ ทรงทำศึกชนะจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส แต่แล้วในช่วงปลายรัชกาล เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบบรัฐสภา ปี ๑๘๒๕ เกิดกบฏต่อต้านราชวงศ์ขึ้นในเดือนธันวาคม เรียก กบฏธันวาคม (Decembrist Movement) แต่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๑ (ค.ศ. ๑๘๒๕ - ๑๘๕๕) ก็ทรงปราบกลุ่มผู้ต่อต้านไว้ได้ พอมาในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ ๒ (ค.ศ. ๑๘๕๕ - ๑๘๘๑) พระองค์ทรงมีฉายาว่า Tzar Liberator (ซาร์ผู้ปลดปล่อย) เนื่องจากพระองค์ทรงปลดปล่อยทาสติดที่ดิน (Serf) หลายล้านคนให้พ้นจากการเป็นทาส แต่พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี ๑๘๘๑ ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์สถานที่สร้างอุทิศแด่พระองค์ ณ จุดที่ถูกลอบปลงพระชนม์ ซาร์องค์ต่อมาคือ อเล็กซานเดอร์ที่ ๓ (ค.ศ. ๑๘๘๑ - ๑๘๙๔) จนถึงซาร์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ (๑๘๙๔ - ๑๙๑๗) ความเหลื่อมล้ำกันทางชนชั้น และความยากจน ก่อให้เกิดการปฏิวัติเป็นครั้งแรกโดนกรรมการชาวนาใน ปี ๑๙๐๕ ซึ่งมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า วันอาทิตย์เลือด Bloody Sunday และสุดท้ายคือการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๑๗ กระนั้นชนวนที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟและระบอบซาร์ถึงกาลอวสานก็มีปัจจัยอื่นเช่นกัน
๒.๔ สมัยสหภาพโซเวียต
การตัดสินใจเขาร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ของซาร์นิโคลัสที่ ๒ นั้นนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของทหารและชาวรัสเซียนับล้านที่เมื่อรัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วเมือง ในที่สุด ปี ๑๙๑๗ จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบบซาร์ พระเจ้านิโคลัสที่ ๒ สละราชสมบัติ มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจเคอเรนสกีขึ้นบริหารประเทศ แต่พรรคบอลเชวิค (Bolshevik) นำโดยวลาดีมีร์ เลนินก็ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการบริหารประเทศไว้ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR)
ปี ค.ศ. ๑๙๑๘ ย้ายเมืองหลวงและฐานอำนาจกลับสู่มอสโก กระนั้นก็ยังมีผู้ไม่พอใจกับสภาพแร้นแค้น การขาดสิทธิเสรีภาพ จึงทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เลนินถึงแก่อสัญกรรมในปี ๑๙๒๔ โจเซฟ สตาลิน (๑๙๒๔- ๑๙๕๓) ขึ้นบริหารประเทศแทนด้วยความเผด็จการ และกวาดล้างทุกคนผู้ที่มีความคิดต่อต้าน เขาเปิดการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ จนเทียบเคียงสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาความอดอยาก ที่เรื้อรังมานานก็ยากเกินเยียวยา และยิ่งเลวร้ายเมื่อฮิตเลอร์สั่งล้อมมอสโกไว้ โดยเฉพาะที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกปิดล้อมไว้นานถึง ๙๐๐ วันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ชาวรัสเซียเรียกสงครามครั้งนั้นว่า The Great Patriotic War กระนั้นสตาลินก็มีบทบาทในการพิชิตนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ค.ศ. ๑๙๔๑ - ๑๙๔๕) นี้ไว้ได้
ปี ค.ศ. ๑๙๕๕ นีกีตา ครุชชอฟ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำโดยมีแนวคิดในการบริหารประเทศที่เน้นการอยู่ร่วมกัน มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่อนคลายความเข้มงวดให้น้อยกว่าสมัยสตาลิน รวมถึงเปิดเครมลินเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนได้เข้าชมอีกด้วย ปี ๑๙๖๔ ครุชชอฟลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน เบรจเนฟแผ่อิทธิพลไปถึงจีน คิวบา และอัฟกานิสถาน เพิ่มความเครียดไปทั่วโลก เขาจึงนำนโยบายต่างประเทศที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อ การผ่อนคลายความตึงเครียด มาใช้โดยปี ๑๙๘๐ มอสโกได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ ๒๒
ปี ค.ศ. ๑๙๘๕ มิฮาอิล กอร์บาชอฟขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมิวนิสต์ เขาเป็นผู้นำการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เรียกว่า เปเรสตรอยกา (Perestroyka) โดยนำพาประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยม มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาฝีมือแรงงานรวมถึงเสนอนโยบายเปิดกว้างกลาสนอสต์ (Glasnost) คือให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน มีการติดต่อด้านการค้ากับตะวันตก รวมถึงถอนกำลังออกจากยุโรปตะวันออกและอัฟกานิสถานและยังได้เข้าร่วมกับองค์การนาโต หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมถึงได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์เป็นบุรุษแห่งศตวรรษ (Man of the Decade) กระนั้นปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และความล้าหลังทางการผลิตที่สั่งสมมานานก็ทำให้นโยบายเปเรสตรอยกาล้มเหลว ความนิยมในกอร์บาชอฟเริ่มตกลง ต่อมาเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม ๑๙๙๑ โดยกลุ่มคอมมิวนิสต์หัวเก่าที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดเสรี แต่บอริส เยลต์ซิน ก็สามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ กอร์บาชอฟจึงสิ้นคะแนนนิยมอย่างแท้จริง เขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงประกาศยกเลิกพรรคคอมมิวนิสต์ต่อหน้ามหาชน พร้อมด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเยลต์ชิน สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย สาธารณรัฐต่างๆ ทั้ง ๑๕ สาธารณรัฐแยกตัวเป็นอิสระ รวมทั้งสาธารณรัฐรัสเซีย (Russian SFSR) ภายใต้ชื่อใหม่ว่า สหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation)
๒.๕ พระพุทธศาสนาในสมัยปฏิวัติรัสเซีย
การปฏิวัติรัสเซียได้นำมาซึ่งการปกครองระบอบสังคมนิยมที่มีวลาดิมีร์ เลนินเป็นผู้นำ และสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมสหภาพโซเวียตรัสเซียขึ้นระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๑๘-๑๙๒๒ ซึ่งต่อมาเป็นสหภาพโซเวียต ระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๒๒-๑๙๙๑ หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ในดินแดนอาณานิคมของรัสเซียทั้งในเขตคอเคซัสและเอเชียกลางได้เข้ายึดอำนาจจนสำเร็จ ในปี ค.ศ. ๙๓๘ ในขณะนั้นมีวัดพระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐบูรยาท ๔๗ วัด พร้อมพระสงฆ์ราว ๑๐,๐๐๐ รูป และ ๒๗ วัด ในสาธารณรัฐคาลมิกซ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ราว ๓,๐๐๐ รูป นอกนั้นยังมีวัดในสาธารณรัฐตูวา ๑๙ วัด พร้อมพระสงฆ์ราว ๓๐,๐๐๐ รูป การปฏิวัติรัสเซียในครั้งนั้นส่งผลให้วัดพระพุทธศาสนาทั้งหมดถูกปิดลง พระสงฆ์ส่วนใหญ่จะถูกจับเนรเทศ บ้างก็ถูกฆ่า พระธรรมคัมภีร์ พระพุทธรูป และวัดต่าง ๆ ล้วนถูกเผาทำลายสิ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง บรรดาผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนายื่นคำร้องให้มีการรื้อฟื้นการสอนพระพุทธศาสนา มีการอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปทำบุญปฏิบัติธรรมในวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาธารณรัฐบูรยาท ในปี ค.ศ. ๑๙๔๖ ได้รับอนุญาตให้เปิดวัดหลาแง เช่นเดียวกันกับวัดอากินสะกะในสาธารณรัฐไอวอลก้า (Ivoga) ใกล้กับสาธารณรัฐ อูลัน-อูเด (Ulan-Ude) วัดในสาธารณรัฐไอโวลก้าได้กลายเป็นสำนักงานใหญ่ที่ทำการของปัณทิโต แขมบา ลามะ (Pandito Khamba Lama) หัวหน้าศูนย์กลางฝ่ายบริหารทางจิตวิญญาณของชาวพุทธโซเวียต (CSASB) ค.ศ. ๑๙๕๖ ผู้แทนของพระพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐบูรยาทได้เข้าร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศเนปาลและอินเดียค.ศ. ๑๙๖๓ เจ. ดี. คอมโบเอพ (J.D. Comboev) ได้รับเลือกเป็น ปัณทิโต แขมบาลามะ (Pandito Khamba Lama) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธบูรยาทกับองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ของโลก ค.ศ. ๑๙๗๐ สถาบันพุทธศาสตร์ศึกษาได้รับการสถาปนาขึ้นมา ณ วัดแคนดันเต็คชิงลิง (Gandantekchingling Monastery) ในสาธารณรัฐอูลาอันบาอาตาร์ (Ulaanbaatar) แห่งมองโกเลีย และเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญของพระชาวมองโกเลียและรัสเซียค.ศ. ๑๙๗๕ ได้มีการจัดการประชุมชาวพุทธแห่งเอเชียเพื่อสันติภาพขึ้นด้วยความริเริ่มของปัณทิโต แคมบา ลามะ คอมโบเอพ สำนักงานใหญ่ของการประชุมชาวพุทธแห่งเอเชียเพื่อสันติภาพตั้งอยู่ที่เมืองอูลันบาอาตาร์ แห่งมองโกเลียนับตั้งแต่ทศวรรษสุดท้ายของปี ค.ศ. ๑๙๙๐ ยุคใหม่แห่งประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้เริ่มขึ้น วัดหลายแห่งในสาธารณรัฐบูรยาท ทูวา และคาลมิกได้รับการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. ๑๙๙๔ มีการสร้างวัดใหม่ขึ้นที่ บัลดัน-ไบรบุน (Baldan- Brsibun) บนพื้นที่รกร้างเดิมของวัดฮิลแคนตูอิสค์ ในสาธารณรัฐบูรยาท และในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ แดมบา อายุสชีพ (Damba Ayusheev) ได้รับเลือกเป็น แคมบา ลามะแห่งศูนย์การบริหารจิตของชาวพุทธโซเวียต ซึ่งมีชื่อย่อว่า CSASB (Central Spiritual Administration of Soviet Buddhists) ต่อมา ปี ค.ศ. ๑๙๙๖ ศูนย์นี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สังฆะแห่งรัสเซีย (Sangha of Russia)
๒.๖ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย
พระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน (Mahayana Buddhism in the traddtion of new tantras) ได้เจริญแพร่หลายไปในรัสเซียระหว่างคริศศตวรรษที่ ๑๖ และ ๑๗ ในหมู่ชาวบูรยาท (Buryat) คาลมิค (Kalmyka) และอัลตัน-คัน (Altan-qan) มีนิกายเจลุกปะ (School of Gelukpa) ที่พระชาวทิเบตชื่อ ฌอนฮาวะ (Tsonhava) ค.ศ. ๑๓๕๗-๑๔๑๙ เป็นผู้ก่อตั้ง นิกายเจลุกปะเป็นนิกายที่เจริญแพร่หลายมากที่สุดในยุคแรกของการเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายมหายานในรัสเซีย วัดทางพระพุทธศาสนาวัดแรกชื่อ ฮิลแกนตุส (Hilgantus Temple) ในสาธารณรัฐบูรยาท ซึ่งสร้างขึ้นในทศวรรษที่ ๓๐ ในปี ศ. ๑๗๔๑ จักรพรรดินี อลิซาเบธ เปตรอพวา (Imperator Elizabeth Petrova) แห่งรัสเซีย ได้ยอมรับเอาพระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐบูรยาทเป็นศาสนาประจำชาติแห่งรัสเซียอย่างเป็นทางการ และแต่งตั้งลามะ แดมบา ดารจา ซาแยบ (Lama Damba Darja Zayaev) ให้ดำรงตำแหน่งประมุขทางพระพุทธศาสนาประจำสาธารณรัฐไซบีเรียตะวันออกและสาธารณรัฐซาไบคาล ในปี ค.ศ. ๑๗๖๔
สมัยปลายศตวรรษที่ ๑๙ พระพุทธศาสนาในบูรยาทได้รับการพัฒนาเป็นอย่างดียิ่ง มีวัดมากกว่า ๔๐ วัดเป็นสถานที่พักอาศัยปฏิบัติธรรมของบรรดาลามะทั้งหลาย ซึ่งในขณะนั้นมีมากกว่า ๑๐,๐๐๐ องค์ และเป็นสถานที่สำหรับสอนภาษาธิเบต ภาษามองโกเลีย และภาษาสันสกฤต นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่สอนปรัชญาของพระพุทธศาสนา วิชาการแพทย์ของทิเบตและมองโกเลีย (Tibeto-Mongolian medicine) โหราศาสตร์ (Astrology) และวิชาอื่น ๆ เป็นต้น
๒.๗ พระพุทธศาสนาในรัสเซียที่รับการแพทย์แผนธิเบตเข้ามา
การแพทย์เป็นศาสตร์โบราณที่มีรากมาจากคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่รวมความเป็นศาสตร์ ศิลปะ และปรัชญา ของการดูแลรักษาสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม
ความเป็นศาสตร์ มีการอธิบายอย่างเป็นระบบและสมเหตุสมผลอยู่บนพื้นฐาน ของการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง จิตใจ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อมตามหลักพระพุทธศาสนา
เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง มีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์การวินิจฉัยโรคอย่างสร้างสรรค์ อาศัยความหลักแหลม ลุ่มลึก และความเมตตากรุณาของแพทย์ผู้รักษา
แฝงไปด้วยปรัชญา เป็นการผนวกเอาหลักคำสอนที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กฎแห่งกรรม และจริยธรรม
สาเหตุของความเจ็บป่วย เกิดจากร่างกายขาดความสมดุล ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการดำเนินชีวิต สภาพอากาศหรือการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การแพทย์แผนธิเบตเชื่อว่าสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยเกิดจากอวิชชาหรือความไม่รู้ ซึ่งเกิดอารมณ์อกุศลของความโลภ ความโกรธ ความหลงหรือความยึดติด ส่งผลต่อความแปรปรวนของธาตุทั้ง ๓ ในร่างกาย
๑. ความโลภ เกิดจากการยึดติด อยากได้ อยากเป็นเจ้าของ เมื่อไม่ได้อย่างที่ปรารถนาก็จะทำให้ธาตุลมในร่างกายปั่นป่วน ส่งผลให้จิตใจซึมเศร้า เครียด กลัวและกังวล ความโลภทำให้เกิดโรคที่กี่ยวกับธาตุลม ๔๒ ชนิด
๒. ความโกรธ เกลียด กระทบกับธาตุไฟในร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและระบบโลหิตไหลเวียนไม่ดี ความโกรธทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับธาตุไฟ ๒๖ ชนิด
๓. ความหลง คือตัวความหลงและจิตใจที่คับแคบ จะทำให้ธาตุดินและน้ำถูกกระทบ ทำให้สมองคิดอะไรไม่ออกและร่างกายไม่กระฉับกระเฉง ความหลงทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับดินและน้ำ ๓๓ ชนิด


๒.๗.๑ วิธีการวินิจฉัยโรค
๑. การสังเกต คือการตรวจเช็คผิวพรรณของคนไข้ เล็บมือ เล็บเท้า เสมหะ อุจจาระ และสภาพร่างกายอื่นๆ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ สภาพของลิ้นและปัสสาวะ
๒. การสัมผัสโดยการตรวจชีพจร ถือว่าเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดในทางการแพทย์แผนธิเบต
๓. การซักถาม เป็นการหาสาเหตุของการเกิดโรค หาจุดที่เกิดความเจ็บป่วยหรือบกพร่อง และศึกษาถึงอาการหรือสิ่งบ่งชี้ความผิดปกติในร่างกายและจิตใจของคนไข้
๒.๗.๒ ก่อนการวินิฉัยโรคแพทย์ธิเบตจะแนะนำให้คนไข้ เตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ 1 วัน ดังนี้
๑. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาแก่ๆ กาแฟ น้ำผลไม้ที่มีสีเข้มและนมเปรี้ยวในปริมาณมากกว่าปกติ เพราะการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้จะมีผลต่อสีของปัสสาวะ ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น
๒. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
๓. งดดื่มน้ำหลังเที่ยงคืน
๔. งดอาหารหมักดอง
๕. ห้ามนอนดึกกว่าปกติ
๖. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในคืนก่อนที่จะรับการตรวจสุขภาพ
๗. ไม่ควรหักโหม หรือทำสิ่งใดมากเกินไปก่อนการตรวจสุขภาพ
๘. ไม่ควรทำงานใช้แรงมากจนเกินไป จนเสียเหงื่อและอ่อนเพลีย
๙. การตรวจปัสสาวะใช้น้ำปัสสาวะครั้งแรกในช่วงเช้าก่อนกินอาหารโดยใช้ครึ่งหลังของปัสสาวะ
๑๐. หลังจากปัสสาวะแล้วสามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ
แต่ต้องก่อนการตรวจสุขภาพประมาณ 30 นาที
๒.๗.๓ การรักษาของการแพทย์แผนธิเบต
ปรับเปลี่ยนลักษณะการดำรงชีวิต
การแพทย์แผนธิเบตเชื่อว่า การล้มป่วยกระทันหัน มีสาเหตุมาจากวิธีการรับประทานอาหารที่ไม่ให้ประโยชน์กับร่างกายหรือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม วิธีการรักษาขั้นต้นจะยังไม่ใช้ตัวยาใดๆ แต่เริ่มจากการปรับเปลี่ยนการบริโภคและการดำรงชีวิต หากวิธีนี้ไม่ได้ผล ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการใช้ยาสมุนไพรรักษา
การใช้ยาสมุนไพร
ยาสมุนไพรแต่ละตัวจะประกอบด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด ซึ่งมาจากส่วนของดอกผล กิ่ง ใบ และราก ผู้เก็บจะต้องเก็บให้ถูกต้องตามฤดูกาลเพราะพืชแต่ละชนิดให้ฤทธิ์ต่างกัน ยาสมุนไพรของธิเบต จะเป็นยาที่สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งก่อนโดยเฉพาะระบบย่อยเพื่อให้อาหารที่เรากินเข้าไปย่อยได้อย่างสมบรูณ์และดูดซึมได้ดีซึ่งจะส่งผลต่อระบบเลือด ถ้าระบบเลือดดีสุขภาพโดยรวมก็จะดีขึ้น และจะมีตัวยาที่รักษาเฉพาะโรคให้หายป่วย
จุดแข็งของการแพทย์แผนธิเบต คือ รักษาโรคเรื้อรังได้ดี เช่น โรคเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้ชัดเจน โรคตับ โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน โรคเครียด และโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น และที่สำคัญสูงสุดคือ ต้องเท่าทันความโลภ โกรธ หลง โดยต้องคิดก่อนกิน คิดก่อนทำ คิดก่อนพูด คิดก่อนต้องการ และยิ้มให้ตัวเองอย่างน้อยวันละสามครั้งหลังอาหาร เพียงแค่นี้คุณก็ไม่ป่วยแล้ว
ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าวิถีการดำเนินชีวิตชาวรัสเซียได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาแบบธิเบตเป็นพื้นฐานสำคัญ
พระพุทธศาสนาเถรวาทในรัสเซีย
หากเอ่ยถึงอดีตมหาอำนาจแห่งโลกสังคมนิยมอย่างสหภาพรัสเซียกับพระพุทธศาสนาแล้ว ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะนึกภาพไม่ออกว่ามันจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ในเมื่อประเทศสังคมนิยมไม่มีนโยบายให้ประชาชนนับถือศาสนา เพราะถือว่าเป็น ‘ยาพิษ’ ที่คอยบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการ ปกครองในระบอบสังคมนิยม และบ่อนทำลายความเจริญทางวัฒนธรรม
เมื่อประเทศรัสเซียถึงคราวล่มสลาย ทำให้เกิดประเทศใหม่ๆ มากมาย และในช่วงนี้เองที่รัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียเปิดโอกาสให้ชนในชาติสามารถนับถือศาสนาได้อย่างอิสระ ถึงขนาดประกาศในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นเท่ากับเป็นการทำให้ศาสนาต่างๆ ได้มีโอกาสเผยแผ่ศาสนาของตนเอง
พระไทยรูปแรกในรัสเซีย ….เผยเหตุเลือกดินแดนแห่งนี้เพราะรัสเซียเป็นดินแดนดั้งเดิมของบรรพบุรุษของพระพุทธเจ้า ระบุปัจจุบันชนชั้นนำ-คนมีการศึกษาของรัสเซียหันมาศึกษาพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น เผยเหตุเพราะคำสอนในพระพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ได้จริง …..ล่าสุดเตรียมแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษารัสเซียเพื่อดึงให้คนพื้นถิ่นหันมาศึกษาเพิ่มขึ้น
การมีโอกาสเข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาสายเถรวาทในรัสเซีย ของพระ รศ.ดร.ชาตรี ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสทาง ‘ธรรม’ ให้กับประชาชนชาวรัสเซียอย่างมาก เพราะปัจจุบันมีชาวรัสเซียจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาสายเถรวาทเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี
เจ้าอาวาสวัดอภิธรรมพุทธวิหารฯ บอกว่า..... ปัจจุบันมีชาวรัสเซียจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะชาวรัสเซียส่วนใหญ่จะมีการศึกษาสูงมาก และยังสนใจศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ การค้นคว้า แต่เมื่อการนับถือศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นศาสนาดั้งเดิมไม่ได้ให้คำตอบในหลายๆ คำถามที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขา ทำให้เขาเปลี่ยนมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา
“สำหรับชาวรัสเซียที่เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะต้องการหาคำตอบอันเนื่องมาจากการเกิดทุกข์ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะปัญหาครอบครัว ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยความเชื่อ แม้จะอ้อนวอนพระเจ้า ท่านก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้ ดังนั้นเขาก็หันมาศึกษาพระพุทธศาสนาในเชิงจิตวิทยาเพื่อนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ทำให้คนรัสเซียที่มีการศึกษาจำนวนมากหันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้น
ระยะแรกไม่ได้เปลี่ยนมานับถือ เพียงแต่สนใจที่จะเข้ามาศึกษา โดยแบ่งความสนใจออกเป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มแรก เป็นชาวรัสเซียที่มีเชื้อสายกอร์เกเชียน สนใจพระพุทธศาสนา แบบปรัชญา แบบวิทยาศาสตร์ ก็คือคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้นมีเหตุมีผลเข้าได้กับความคิด การค้นคว้าทางวิทยาศาตร์แบบตะวันตก อีกส่วนหนึ่งก็หันมาสนใจพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการปฏิบัติ เช่น การฝึกโยคะ การฝึกสมาธินั้นทำให้จิตใจสงบ และกลุ่มสุดท้ายก็คือกลุ่มที่สนใจทั้งปรัชญาและการปฏิบัติ ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้ประมาณ ๖๐ – ๗๐ % ที่ได้มีการศึกษาและปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ก็จะเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา”
พระ รศ.ดร.ชาตรี ...อธิบายต่อว่า ตอนนี้เฉพาะในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก กรุงมอสโคว์ มีคนรัสเซียที่สนใจพระพุทธศาสนาและปฏิบัติศึกษาพระพุทธศาสนา ไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านคนจากประชากรที่มีอยู่ในทั้งสองเมือง ๑๒ ล้านคน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าพระพุทธศาสนาในรัสเซียได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นเป็นพระพุทธศาสนาในสายวัชรยาน แต่สายเถรวาทยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ย้อนหลังไปสี่ปีกลับมีคนรัสเซียที่นับถือศาสนาพุทธสายวัชรยาน เปลี่ยนมาสนใจพระพุทธศาสนาสายเถรวาทมากขึ้นปีละหลายหมื่นคน ซึ่งแต่ละปีก็จะมีคนเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาสายเถรวาทประมาณ ๗๐ % ถือว่ามีจำนวนมากทีเดียว
“ตอนนี้ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปประเทศรัสเซีย จะเห็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา หนังสือฝึกสมาธิ หนังสือพุทธปรัชญา หนังสือที่เป็นพระสูตรซึ่งแปลเป็นภาษารัสเซีย วางขายอย่างมากมาย ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างดีว่า ปัจจุบันคนรัสเซียเขาสนใจพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน”
พระไทย วัดไทย ที่เซนต์-ปีเตอร์สเบร์ก
พระพุทธศาสนา และวัดเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ สำหรับประเทศรัสเซีย หรืออดีตสหภาพโซเวียต เดินแดนที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์นาน ๗๖ ปี (ค.ศ.๑๗๑๗ - ๑๙๙๓) นับแต่เปลียนแปลงการปกครองจากระบบราชาธิปไตย มาสู่ระบบสังคมนิยม การรับรู้ของคนทั่วไปว่ารัสเซียปกครองด้วย “คอมมิวนิสต์” ตามแนวคิดของมาร์กที่ว่า “ศาสนาคือยาเสพติดของประชาชน” (Religion is the Opium of the People ) และเลนิน ก็นำแนวคิดนี้มาใช้ในการปฏิวัติรัสเซีย สตาลินก็นำมาสานตออย่างสุดลิ่ม จึงเป็นเหตุที่ว่ารัสเซียกับศาสนาไม่น่าจะไปด้วยกัน ระบบปกครองดังกล่าวแผ่ไปถึงจีน ลาว เขมร เวียดนาม ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็จะมีภาพของศาสนาและการเมืองที่ขัดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเขมร (กัมพูชา) บ้านใกล้เรือนเคียงไทยเรา เมื่อนำระบบคอมมิวนิสต์ไปใช้ปกครองประเทศ ใน พ.ศ. ๒๑๑๘ พระสงฆ์กว่าหกรูปหมื่นทั่วประเทศสึกหายหมดเกลี้ยงประเทศ โบสถ์วิหาร พระพุทธรูปถูกทุบทำลาย ตำราทางศาสนาถูกเผา ตามแต่สติปัญญาของผู้ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์จะนำไปใช้ได้ ส่วนศาสนาอื่นถูกทารุณกรรม ฆ่า และศาสนิกไม่กล้าแม้กระทั่งกระทำพิธีกรรมทางศาสนา
หากมองย้อนกลับในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ก็ต้องบอกว่าพระพุทธศาสนาในรัสเซียเคยมี ยังมี และมีต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน เนื่องด้วยแผ่นดินที่กว้างใหญ่ของรัสเซียสัมพันธ์กับทวีปยุโรป และสองในสามของแผ่นดินรัสเซียอยู่ในทวีปเอเซีย ศาสนาใหญ่ของโลกเกิดจากแผ่นดินทวีปเอเซียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม การข้ามผ่านของศาสนาจากดินเดนหนึ่งไปสู่ดินแดนหนึ่งจึงเกิดขึ้น ศาสนาพุทธเกิดขึ้นที่อินเดีย เข้าเอเซียกลางต่อไปจีน กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ รวมทั้งดินแดนทางเหนือของรัสเซียด้วย แต่ระหว่างการปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ก็มีผลกระทบในเชิงการปฏิบัติ แต่ศาสนาสัมพันธ์กับ “จิตวิญญาณ” ถึงแสดงออกไม่ได้ แต่ภายในก็ยังเคารพอยู่ เมื่อระบบการปกครองผ่อนคลาย ศาสนาในใจ ก็มาเป็นศาสนาที่สามารถปฏิบัติทางกาย และการปฏิบัติในชีวิต
หลักฐานเกี่ยวกับการนับถือพระพุทธศาสนาในรัสเซีย สัมพันธ์ไปถึงการส่งสมณทูต ๙ สาย ที่พระเจ้าอโศกมหาราชแหงอินเดียส่งไปเผยแผ่แผ่ศาสนายังดินแดนต่าง ๆ ที่รวมทั้งธิเบต มองโกเลีย และไซบีเรีย ดังนั้นชาวพุทธในรัสเซียจึงประกอบไปด้วย ๔ ชนชาติ หลัก ๆ ชาวตูวา (Tuva) อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของไซบีเรีย อยู่ระหว่างไซบีเรียกับมองโกเลีย ชนชาติชาติที่สองคือชาวบูเรียตเทีย(Buryatia) ชาวคามึยเคีย(Kalmykia) และชาวจิต้า(Chita)
จากข้อมูลที่พระ ดร.ชาตรี เหมพันธุ์ เจ้าอาวาสวัดอภิธรรมวิหาร เซนต์-ปีเตอร์สเบร์ก ให้กับหนังสือธรรมลีลา ไว้ว่า “สาธารณรัฐที่นับถือพระพุทธศาสนามา เป็นเวลาร่วม ๕๐๐ ปีแล้ว แต่พระพุทธศาสนาเข้าไปฟื้นฟูใน รัสเซียเมื่อประมาณ ๒๕๐ ปีที่ผ่านมา ยิ่งสมัยก่อนการปฏิวัติก็ได้มีการอนุญาตโดยเฉพาะสมัยของพระนางแคทเธอรีน มหาราชินี เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีที่แล้วโดยเป็นการอนุญาตให้ชาวรัสเซียที่นับถือพระพุทธศาสนาสามารถสร้างวัดได้”
ความเลื่อมใสพระพุทธศาสนาของชาวรัสเซียนั้นมีไม่แพ้ประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยมีหลักฐานปรากฎว่า ประเทศบูเรียตเทีย ก็ได้มีการสร้างวัดในขณะนั้นประมาณ ๓๔ แห่ง นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงพิมพ์ทางพระพุทธศาสนา สร้างวิทยาลัยสงฆ์ รวมถึงสถาบันการศึกษาขึ้นมา ๑๙ แห่ง หลังจากนั้นใน ๔ สาธารณรัฐที่นับถือพระพุทธศาสนา พระนางแคทเธอรีนก็อนุญาตให้มีสมเด็จพระสังฆราชของตัวเอง ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับมองโกเลีย และทิเบต
แต่ท้ายที่สุดเมื่อประมาณปี ๒๔๘๐ โดยการนำของโจเซฟ สตาลิน ผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์คนที่สองของรัสเซียก็ได้เข้าไปทำลายวัดวาอาราม ๒๐๐ แห่ง ที่ตั้งอยู่กระจัดกระจายในสี่สาธารณรัฐ รวมทั้งมีการจับสึกพระสงฆ์หลายหมื่น รูป และบางส่วนก็ถูกฆ่า และห้ามไม่ให้คนนับถือศาสนา เพราะถือว่าศาสนาเป็นยาพิษ ศาสนาเป็นตัวบ่อนทำลายความเจริญทางวัฒนธรรม”
จนกระทั่งเมื่อการปกครองในระบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายลง ใน ค.ศ.๑๙๙๓ ได้มีการผ่อนคลายในเรื่องการนับถือศาสนา และตราไว้ในรัฐธรรมนูญว่าให้มีการนับถือศาสนาได้เสรี พระพุทธศาสนาจึงค่อย ๆ ได้รับการค้นคว้าและศึกษาเพิ่มมากขึ้นจนกระทังปัจจุบัน
พระพุทธศาสนาในรัสเซียส่วนใหญ่เป็นแบบวัชรยาน นิกายเกลุกปะ แบบธิเบต ในเซนต์-ปีเตอร์สเบร์กมีวัดลามะมหายานอยู่ชื่อว่าวัดกุนเซซอยเน ถ้าเห็นคำว่า “ดัทซาน”(Datsan) ให้รู้ได้ทันทีว่านั่นแปลว่า “วัด” โดยวัดนี้ ก่อตั้งนับแต่ พ.ศ. ๒๔๔๖ (ค.ศ.๑๙๐๓) ซึ่งถือว่าเป็นวัดแห่งแรกในยุโรป คราวเปิดวัดอย่างเป็นทางการ ใน พ.ศ. ๒๔๕๗ (ค.ศ. ๑๙๑๔) รัชกาลที่ ๖ ของแผนดินสยามก็ทรงส่งพระพุทธรูปร่วมแสดงความยินดีด้วย มีปางนั่งสมาธิและปางอุ้มบาตร สรุปแล้วพระพุทธรูปสัญญาติไทย เดินทางมาอยู่วัดธิเบต ในยุโรป เซนต์-ปีเตอร์สเบร์ก รัสเซีย เมื่อเกือบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา
ชาวรัสเซียกับการนับถือพุทธศาสนาในปัจจุบันจึงอาจแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ
(๑) พระพุทธศาสนาในแบบชาติพันธุ์ที่นับถือกันอยู่ก่อนแล้ว
(๒) และศาสนาพุทธในฐานะเป็นศาสตร์ของความรู้ ทำไมผู้เขียนบอกอย่างนั้น เดี๋ยวจะได้เล่าต่อไป
ย้อนกลับมาเล่าเรื่องต่อเมื่อ คุณ Igor ได้ไปรับที่สนามบินแล้ว ปลายทางคือ วัดอภิธรรมพุทธวิหาร ซึ่งอยูไม่ไกลประมาณ ๑๗ กม.จากสนามบินพุลโคโว (Pulkovo) จึงได้มาพบวัดพุทธแบบเถรวาท (ตามแบบไทย พม่า ศรีลังกา ลาว เขมร) ซึ่งก่อตั้งโดยพระธรรมทูตไทย ที่เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย St.Petersburg ซึ่งในอดีตท่านเคยเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เรียนจบปริญญาตรี โท เอก และปริญญาเอกอีกสองสาขา จากมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกัน เมื่อเรียนเสร็จก็ได้รับการนิมนต์ให้สอนหนังสืออยู่มหาลัยแห่งนี้ จนกระทั่งมีตำแหน่ง “รองศาสตราจารย์” อันเป็นตำแหน่งทางวิชาการในสายการสอนทางของท่าน

เกี่ยวอะไรกับวัดไทย วัดเถรวาท และวัดอภิธรรมพุทธวิหาร เซนต์-ปีเตอร์สเบร์ก
เมื่อพระ ดร.ชาตรี อยู่มานาน ๑๐ กว่าปี ก็เห็นช่องทางว่าจะตั้งวัดและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ จึงเกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยที่ท่านเรียนอยู่ และสอนอยู่ กลายเป็นวัดแบบเถรวาทในรัสเซีย ดำเนินงานและเป็นเจ้าอาวาสโดยคนไทย โดยจัดซื้ออาคารทำเป็นวัดและเปิดเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ เมื่อเปรียบเทียบกับวัดไทยในประเทศอื่น ๆ ในยุโรป หรืออเมริกา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทย แต่รัสเซียหาคนไทยแทบจะไม่มี เพราะวันที่มาถึงก็เป็นเสาร์ต่อวันอาทิตย์ ได้เห็นคนรัสเซียวัยหนุ่มสาว และคนที่มีการศึกษามาสวดมนต์ ตักบาตรถวายอาหารพระสงฆ์ และปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ
จากคำบอกเลาของท่านพระอุดร สิทฺธิเมธี พระนักศึกษาหนุ่มจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พระทิวทัศน์ บุญชิต จากจังหวัดเลย บวชในคณะอัญนัมนิกาย ที่พกพาความอดทนมาอยู่ยังดินแดนที่ชื่อว่าความหนาวเป็นอาวุธกว่า ๑ ปีแล้ว เล่าให้ฟังว่าทุกวันอาทิตย์ชาวรัสเซียมากบ้างน้อยบ้าง จะมาร่วมกันสวดมนต์ปฏิบัติ ตามโอกาสและวาระ โดยเป้าหมายเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนา และส่วนใหญ่เป็นปัญญาชน ที่มีความรู้และศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านการอ่าน หนังสือและตำรา อย่างเข้าใจและสนใจมาศึกษาพระพุทธศาสนา จากการฝึกฝนปฏิบัติด้วยเอง ซึ่งเป็นภาพแห่งความน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่งกับอนาคตของพระธรรมทูตไทย วัดไทย และพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทในดินแดนม่านเหล็ก ประเทศที่ได้ชื่อว่าแผ่นดินกว้างใหญ่ที่สุดในโลก สัญลักษณ์นกสองหัว ที่ส่องทั้งยุโรป และเอเซีย ส่วนเจ้า “นกสองหัว” ตามสำนวนไทยจะคบได้หรือไม่ได้ก็โปรดติดตามตอนต่อไป
ปัจจุบันวัดอภิธรรมพุทธวิหาร เซนต์-ปีเตอร์สเบร์ก ซึ่งก่อตั้งโดยพระภิกษุชาวไทย รู้จักในชื่อว่า Buddhavihar Saint-Petersburg ที่ตั้ง Dom ๑๘๒, Ulitza Dashnaya Posyolok Gorelovo Krasnoselskiy Raion Saint-Petersburg ๑๙๘๓๒๓ Russia tel. ๗ - ๘๑๒ ๔๒๑๐๗๒๔ ปัจจุบันมีพระธรรมทูตประจำอยู่ ๔ รูป คือ ดร.พระชาตรี เหมพันธุ์ ที่เป็นเจ้าอาวาส เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงพระไทยอีก ๒ รูป ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาโทในคณะ School of International Relations ของมหาวิทยาลัย Saint-Petersburg State University รวมทั้งมีพระรัสเซียอีกรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวรัสเซียที่สนใจพระพุทธศาสนา ท่านไปบวชที่เมืองไทยและเป็นกำลังหลักที่ช่วย ท่านพระดร.ชาตรี เผยแผ่ศาสนากับชาวรัสเซียโดยตรง
คณะสงฆ์ มมร.เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย สนทนาแนวทางศาสนาทั้งในรัสเซีย - ไทย
เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒ เวลา ๑๗.๓๐ น.พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดี มมร. และคณะผู้แทนคณะสงฆ์ไทยในนามมหาเถรสมาคมมี ๖ รูป/คน โดยมีนายสมปอง สงวนบรรพ์ อุปทูตไทย ประจำกรุงมอสโก ร่วมในการนี้ด้วยสนทนาแนวทางศาสนาทั้งในรัสเซีย/ไทย โดยขณะนี้รัสเซียมีในไทย ๑ แห่ง และไทยมีในรัสเซีย ๑ วัดเช่นเดียวกัน จากนั้น คณะผู้แทนมหาเถรสมาคมจะได้เดินทางต่อไปยังนครเซนต์ปิเตอร์เบิร์กอยู่ทาง เหนือของกรุงมอสโก(ใกล้ประเทศฟิลแลนด์)ใช้เวลาบิน ๑.๒๕ ชม. เพื่อเยี่ยมเยียนวัดพุทธวิหารวัดพุทธวิหารนครเซ็นต์ปิเตอร์เบิร์กนี้มี พระชาตรี เหมพนฺโธ (สังกัดวัดชลประทาน) เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตในสหพันธรัฐรัสเซียขณะนี้ ในโอกาสเดียวกันนี้คณะจะได้เข้าพบสังฆนายกปรึกษาหารือทางพัฒนาฟื้นฟูและเผย แผ่พระพุทธศาสนา ในประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ณ วัดกุนเชชอยนียวัดพุทธศาสนานิกายวัชรยาน ซึ่งเป็นวันพุทธแห่งแรกในยุโรป
งานฉลอง ๑๐ วันทางวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ตามที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้ตอบสนองนโยบายดังกล่าว ด้วยการเข้าร่วม “งานฉลอง ๑๐ วันทางวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๒ ตามคำเชิญของวัดพระพุทธศาสนา ดัทซาน กุนเซโชยเนย (Datsan Gunzechoinei) มูลนิธิพุทธศาสนาและวัฒนธรรม“Aya-Ganga” และชุมชนชาวพุทธแห่งรัฐบูราเทียประจำนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบ ๑๐๐ ปี แห่งการก่อตั้งวัดพุทธศาสนา Gunzechoinei ประจำนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
ในระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ นายสมปอง สงวนบรรพ์ อัครราชทูต, นายธำรงศักดิ์ ทำบุญ อัครราชทูตที่ปรึกษา และนางสาวอรทัย ภูบุญลาภ เลขานุการโท ได้นำคณะผู้แทนจากประเทศไทย อันประกอบด้วยคณะพระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน ๕ รูป และคณะนักแสดงนาฏศิลป์ของกรุงเทพมหานคร จำนวน ๑๕ คน เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
๑. การเสวนาโต๊ะกลมโดยคณะพระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นำโดยพระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ (ไสว โชติโก) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อ “Buddhism in the Contemporary Stream of the Modern Time” ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศาสนาแห่งรัฐ (The State Historical Museum of Religion) เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒
๒. การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ณ วัด Datsan Gunzeichoinei ของรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ เป็นเวลา ๑ สัปดาห์
๓. การแสดงนาฏศิลป์ไทยโดยคณะนักแสดงนาฏศิลป์กรุงเทพมหานคร นำโดยนางกัลยา อิ่มอ่อง ผู้อำนวยการศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น คือ
(๑). พิธีเปิดงานทศวรรษฯ ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศาสนาแห่งรัฐ (The State Historical Museum of Religion) เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ จำนวนการแสดง ๑ ชุด
(๒). ณ Red Hall ที่ทำการปรีมอร์สกี้ของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ จำนวนการแสดง ๙ ชุด
(๓).ใน Gala Concert ณ โรงละครใหญ่ Oktyabrsk นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ จำนวนการแสดง ๓ ชุด
การเข้าร่วมกิจกรรมข้างต้นของคณะพระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้สร้างความเข้าใจให้แก่ชาวรัสเซียต่อพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทของไทย และช่วยพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบูราเทีย ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งที่นับถือพระพุทธศาสนาในรัสเซีย ฝ่ายไทยและรัสเซียได้หารือเพื่อสถาปนาความร่วมมือทางด้านพระพุทธศาสนาระหว่างไทยและรัสเซีย การสร้างความร่วมมือระหว่างไทย (โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) กับรัสเซีย (โดยนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) รวมทั้งการแลกเปลี่ยนพระนักศึกษาระหว่างไทยกับรัสเซีย ซึ่งผลของการร่วมงานนี้ นับว่าเป็นคุณูปการแก่การเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัสเซียต่อไป
ในส่วนของการแสดงของคณะนาฏศิลป์กรุงเทพมหานครซึ่งได้สร้างความชื่นชม สนุกสนาน และความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมชาวรัสเซียและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงในงาน Gala Concert ณ โรงละครใหญ่ Oktyabrsk เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒ ซึ่งมีผู้ชมเป็นจำนวนพันนั้น นอกจากทำให้ผู้ชมชาวรัสเซียต่างซึมซับศิลปะและวัฒนธรรมไทยไว้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจความรู้ ความเข้าใจของขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของไทยให้แก่ชาวรัสเซียด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของไทยยิ่งขึ้น
สรุป
พระพุทธศาสนาในประเทศรัสเซีย
ประเทศรัสเซียมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) เป็นหนึ่งใน ๑๕ ประเทศที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียตเมื่อครั้งที่การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ รัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก แบ่งการปกครองเป็น ๗ เขต ประกอบด้วย เขตสหพันธ์กลาง เขตสหพันธ์ใต้ เขตสหพันธ์ตะวันตกเฉียงเหนือ เขตสหพันธ์ตะวันออกไกล เขตสหพันธ์ไซบีเรีย เขตสหพันธ์อูรัลส์และเขตสหพันธ์วอลกา ประชากรในประเทศมีประมาณ ๑๔๒,๘๙๓,๕๔๐ คน ( สถิติ พ.ศ.๒๕๔๙ ) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม
ส่วนพุทธศาสนิกชนมีประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็น ๐.๕ % ของประชากรทั้งหมด โดยมากเป็นนิกายวัชรยานจากทิเบต พระพุทธศาสนาเข้าสู่เขตไซบีเรียครั้งแรก เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชส่งสมณทูตออกประกาศพระศาสนา ซึ่งอยู่ในช่วงปี พ.ศ. ๒๗๖ - ๓๑๒ อย่างไรก็ตาม จากผลงานวิจัยของนักธรณีวิทยาสหภาพโซเวียต ได้ให้ข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนในเอเชียกลางกับอินเดียมีสายสัมพันธ์สืบต่อกันมานับจากยุค
โมเฮน โจดาโร และฮารัปปา วรรณกรรมรัสเซียทั้งหลายจะพรรณนาขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของอินเดีย ภาพลักษณ์ประเทศอินเดียในสายตาของชาวรัสเซียก็คือ ดินแดนที่มั่งคั่ง ประชาชนฉลาด อัจฉริยะ มีสิ่งประหลาดอัศจรรย์เหลือคณนา
หลังจากยุคพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว พระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศรัสเซียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ ในสมัยที่รัสเซียตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของเจงกิสข่านแห่งมองโกล ปกติชาวมองโกเลียจะนับถือศาสนาพุทธ และลัทธิ "เต็งกรี" หรือลัทธิบูชาเทพ แต่เจงกิสข่านก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ในพระบรมราชวงศ์ของพระองค์มีผู้นับถือศาสนา เกือบทุกศาสนา และในกลางศตวรรษที่ ๑๗ หรือประมาณ พ.ศ. ๒๑๙๓ ลามะจากมองโกล และทิเบตได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าไปยังดินแดนชายฝั่งตะวันออกของทะสาบไบคาล (Baikal) ตอนใต้ของสหพันธ์ไซบีเรีย ในเวลาไม่นานประชาชนในถิ่นใกล้เคียงคือตูวา(Tuva) และบูเรีย-ตียา (Buryatia) ก็ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา สมาคมและวัดถูกสร้างขึ้นหลายแห่งนอกจากนี้ ชาวจีนจำนวนหนึ่งได้อพยพเข้าไปอาศัยอยู่ที่คัลมียคียา (Kalmykia) ทางตอนใต้ของไซบีเรีย ชาวจีนเหล่านี้ได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาด้วย

พระพุทธศาสนาค่อยๆ เจริญสืบเนื่องกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ได้มีการจัดตั้งคณะภาษาตะวันออกขึ้นในมหาวิทยาลัยมอสโคว์ มหาวิทยาลัยกาซาน มหาวิทยาลัย-ขาร์กอฟ อธิการบดีคนแรกของมหาวิทยาลัยขาร์กอฟ คือ ไอ.ริซสกี้ (I.Rizhsky) เขาให้ความสำคัญกับภาษาสันสกฤตมาก ซึ่งเป็นภาษาหนึ่งที่บันทึกคัมภีร์พระพุทธศาสนาแห่งแดนตะวันออก เอส.ยูวารอฟ (S.Uvarov) ประธาน The Academy of Science กล่าวพรรณนาความสำคัญของดินแดนตะวันออกไว้ว่า เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมโลก ศาสนาทุกศาสนา ศาสตร์ทุกศาสตร์ ปรัชญาทุกลัทธิ ทวีปเอเชียเท่านั้นได้พิทักษ์ไว้ซึ่งของขวัญมหัศจรรย์แห่งการผลิตปรากฏการณ์ทางศีลธรรมอันยิ่งใหญ่
การศึกษาปรัชญาตะวันออกค่อยๆ ดำเนินสืบต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๑๗ อิแวน มินาเยฟ (Ivan Minayev) ผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งสถาบันรัสเซียตะวันออกคดีและพระพุทธศาสนาศึกษา ได้เดินทางไปศรีลังกา อินเดีย และเนปาล เพื่อศึกษาศาสนาต่างๆ ทางตะวันออก อันได้แก่ พระพุทธศาสนา ศาสนาเชน และศาสนาฮินดู บันทึกการเดินทางของเขาได้รับการพิมพ์เผยแพร่ให้ชาวรัสเซียศึกษาในหนังสือชื่อ Studies of Ceylon and India From the Travel Notes of a Russian ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๒๑ อิแวน มินาเยฟ ได้เดินทางไปประเทศพม่า ซึ่งเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนายังมีชีวิตอยู่ เขาพบว่า คัมภีร์ทรงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ได้ถูกละเลยทอดทิ้งไว้ในวัดวาอาราม ในห้องสมุด ในบ้าน... เขารวบรวมคัมภีร์มากหลายกลับไปรัสเซีย เรื่องที่ทำให้เขาตื่นตระหนกขณะที่อยู่ในพม่าคือ มิได้มีการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาในพม่าเลย ความฉลาดอัจฉริยะรอบรู้ในภาษาบาลีของเขา ทำให้นักปราชญ์และภิกษุชาวพม่ารวมทั้งชาวอังกฤษ พากันตื่นเต้นและประหลาดใจมาก
การศึกษาอินเดียคดีศึกษาและพระพุทธศาสนาในรัสเซียยุคอิแวน มินาเยฟ จึงถือว่ารุ่งโรจน์มาก และได้รับการพัฒนาถึงขั้นสูงสุดในยุคไฟโอดอร์ สเชอบาร์ทสกอย (Fyodor Scherbatskoy) ซึ่งเป็นศิษย์ของเขา งานของปราชญ์ผู้นี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคพุทธศาสตร์โลก วรรณกรรมของเขาได้รับการจัดพิมพ์ในประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่อง ไฟโอดอร์ สเชอบาร์ทสกอยมีความสนใจในตรรกวิทยาในพระพุทธศาสนามาก จึงเขียนหนังสือชื่อ Theory of Knowledge and Logic According to Later Buddhists ขึ้นพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หนังสือเล่มนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันในระดับนานาชาติ
ไม่กี่ปีต่อมา การเมืองในรัสเซียก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ พรรคบอลเชวิค นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน ทำการปฏิวัติล้มล้างระบบกษัตริย์ ซึ่งครั้งนั้นอยู่ในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ เลนินได้จัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้น ผลจากการปฏิวัติกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างมาก วัดและสมาคมต่างๆ ต้องปิดตัวลง หน่วยทหารได้ตั้งที่ทำการอยู่ในเขตวัด พุทธสถานต่างๆ ชำรุดทรุดโทรม พระพุทธรูปและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถูกทำลาย เหล่าทหารคอมมิวนิสต์ฉีกกระดาษจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา ซึ่งบันทึกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาม้วนทำเป็นมวนบุหรี่แล้วจุดสูบ
สถานการณ์พระพุทธศาสนาในช่วงนี้จึงระส่ำระสายมาก แต่เมื่อพ้นจากช่วงปฏิวัติไปแล้วก็เริ่มดีขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เซอร์จี โอลเดนเบอร์ก ปราชญ์ระดับแนวหน้าด้านพระพุทธศาสนา ศิษย์อีกคนหนึ่งของอิแวน มินาเยฟ ได้เข้าพบวลาดีมีร์ เลนิน ผลจากการเข้าพบครั้งนั้น เลนิน อนุญาตให้เขาจัดตั้งกรมประวัติศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ขึ้นอย่างเป็นทางการ จึงทำให้การค้นคว้าพระพุทธศาสนาทำได้อย่างสะดวกและได้พัฒนาให้ก้าวหน้าไปมาก ที่สำคัญในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ประเทศรัสเซียได้จัดงานมหกรรมมรดกพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกขึ้น ณ นครเปโตกราด ในงานมีการแสดงพุทธศิลป์ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น จีน ญี่ปุ่น ทิเบต มองโกเลีย ศรีลังกา กล่าวได้ว่า ทุกประเทศในโลกแม้ประเทศไทยเราเองก็ไม่เคยจัดงานมหกรรมพระพุทธศาสนาเช่นนี้มาก่อน ในงานปราชญ์คนสำคัญหลายท่านได้แสดงปาฐกถาธรรมด้วย เช่น เซอร์จี โอลเดนเบอร์ก ปาฐกถาเรื่อง พระพุทธประวัติพระบรมครูแห่งชีวิต เป็นต้น
วลาดีมีร์ เลนิน เสียชีวิตในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จากนั้น โจเซฟ สตาลิน ได้สืบทอดตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์แทน ในยุคของสตาลินสถานการณ์พระพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ วัดทั้งหมดในประเทศถูกสั่งปิด พระลามะประมาณ ๑,๐๐๐ รูป ได้รับการกลั่นแกล้งจากรัฐบาล สตาลินนำระบบคอมมูนมาใช้ปกครองประเทศ คือ ห้ามทุกคนมีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างรวมทั้งตัวบุคคลเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ ยุคนั้นมีคนอดตายหลายล้านคนโดยเฉพาะในยูเครนตายถึง ๕ ล้านคน ทั้งนี้เป็นเพราะการใช้ระบบรวมผลผลิต ที่สตาลินเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีกว่าที่เคยเป็นมา ผู้ที่ต่อต้านนโยบายจะถูกส่งไปค่ายกักกันและเสียชีวิตราว ๑๐ ล้านคน สตาลินแก้ปัญหาผู้มีความเห็นขัดแย้งด้วยความตาย เขากล่าวว่า "ความตายแก้ปัญหาได้หมด เมื่อไม่มีคนก็ไม่มีปัญหา" ต่อมาเมื่อรัสเซียเข้าสู่สนามแห่งสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๔๘๘ สหภาพโซเวียตชนะสงคราม โดยแลกกับชีวิตประชาชน ๒๐ ล้านคน และชีวิตทหารอีก ๑๐ ล้านคน ยุคนี้จึงถือเป็นยุคมืดของชาวโซเวียต
ช่วงระยะเวลาประมาณ ๖๒ ปี นับตั้งแต่ยุคโจเซฟ สตาลิน เป็นต้นไป ศาสนาต่างๆ ได้รับการกดดันจากพรรคคอมมิวนิสต์อย่างหนัก โดยเฉพาะศาสนาเทวนิยมคือคริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลามซึ่งสอนให้ศรัทธาในพระเจ้า รัฐต้องการแทนที่พระเจ้าด้วยวิทยาศาสตร์อันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเหตุผล ถึงแม้พรรคคอมมิวนิสต์จะไม่ได้ใช้เหตุผลในการปกครองก็ตาม ในช่วงนั้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสหภาพโซเวียตกำลังเจริญรุ่งเรือง โซเวียตเป็นชาติแรกที่ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในอวกาศ ซึ่งก็คือดาวเทียมสปุตนิค ๑ ถูกส่งขึ้นไปในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และแรงกดดันจากรัฐที่มีต่อศาสนา ส่งผลให้ชาวรัสเซียกลายเป็นผู้ไม่มีศาสนาและไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยังส่งผลมาถึงยุคปัจจุบัน แม้จะผ่านยุคการปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาแล้ว จากการสำรวจใน พ.ศ. ๒๕๔๕ พบว่ามีชาวรัสเซียประมาณ ๓๒ % ที่ไม่มีศาสนาและไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า
เสรีภาพทางศาสนาหวนคืนมาอีกครั้งในยุคของมิฮาอิล กอร์บาชอฟ คือตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นต้นไป กิจการทางพระศาสนาเริ่มกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกหลังจากที่ซบเซาไปหลายสิบปี รัฐบาลสหภาพโซเวียตประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยสิทธิเสรีภาพอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ กฎหมายนี้อนุญาตให้ประชาชนเลือกนับถือศาสนาและปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างเสรี ในยุคกอร์บาชอฟนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญขึ้นอีกครั้งคือในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ มิฮาอิล กอร์บาชอฟได้ประกาศยกเลิกพรรคคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย สาธารณรัฐต่างๆ ทั้ง ๑๕ สาธารณรัฐแยกตัวเป็นอิสระ ศูนย์กลางของสหภาพโซเวียตนั้นได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสหพันธรัฐรัสเซีย ในยุคนี้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก จากการสำรวจพุทธศาสนิกชนในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ พบว่ามีชาวพุทธอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน มีศูนย์พระพุทธศาสนา อยู่ ๔๓๒ ศูนย์ มีวัดอยู่ ๑๖ วัด มีลามะประมาณ ๗๐ รูป ชาวพุทธโดยส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในแถบไซบีเรียและเมืองเลนินกราด พุทธศาสนิกชนเหล่านี้ได้ช่วยกันเผยแผ่สืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องเรื่อยมาตราบกระทั่งปัจจุบัน

บรรณานุกรม
(www.Thaiembassymoscow.com) วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓. ข่าวการกงสุล กรมการกงสุล
กระทรวงต่างประเทศ ปีที่ ๘ ฉบับที่ ๓ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑.
(www.mahamakut.net.co.th/t-book/may-49.html) วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓). พระพุทธศาสนา
ในโลกปัจจุบันประเทศรัสเซีย พิพัฒน์ บุญยง แปลและเรียบเรียง พิมพ์ลงในนิตยสาร
ธรรมจักษุ ปีที่ ๙๐ ฉบับที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙.
Buddist Paintings in Buryatia. Ts-Badmazhapov (Ulan-Ude). Buddhist Himalaya : A Journal of
Nagarjuna Institute of Exact Methods. Vol. VII No. I & II (1996). Nagajuna
Institute of Exact Methods 1996.

-------------------------------

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาในสังคมบริโภค

พิธีกรรม คือ อะไร
พิธีกรรมทางศาสนา หมายถึง แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติทางพระศาสนา โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา และเกิดขึ้นภายหลังพระศาสนาบุญกิริยาวัตถุ นี้เอง เป็นต้นเหตุให้เกิดศาสนพิธีต่าง ๆ คือ
๑. รับศีล ปรับปรุงกายวาจาให้เรียบร้อยก่อน
๒. ภาวนา คือฟังพระสวดหรือเทศน์ให้จิตผ่องใสสบาย
๓. ทาน คือถวายสิ่งของแก่พระ
หมายความว่า ๑. ศีล ๒. ภาวนา ๓. ทาน ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นหลักในการทำบุญในพระพุทธศาสนา
พิธีกรรมทางพุทธศาสนาแยกไว้เป็น ๔ หมวด คือ
๑. หมวดกุศลพิธี : ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล
๒. หมวดบุญพิธี : ว่าด้วยพิธีทำบุญ
๓. หมวดทานพิธี : ว่าด้วยพิธีถวายทาน
๔. หมวดปกิณณกะ : ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด
ความสำคัญของพิธีกรรมและพิธีกรรมทางศาสนา
พิธีกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม มนุษย์ในสังคมที่เจริญแล้วต่างก็มีประเพณีและพิธีกรรมที่เฉพาะของตน พิธีกรรมเป็นเครื่องชี้ถึงความสามัคคีความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ สำหรับประเทศไทยซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนั้น พิธีกรรมส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร การไหว้พระสวดมนต์ การทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อและหลักการของพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น พิธีกรรมที่เกี่ยวกับศาสนานี้ เรียกว่า ศาสนาพิธี ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. ศาสนพิธีสำหรับพระ หมายถึง ระเบียบพิธีที่พระสงฆ์จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เช่น พิธีอุปสมบท พิธีสวดปาติโมกข์ เข้าพรรษา รับกฐิน เป็นต้น ซึ่งแต่ละพิธีนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบของคณะสงฆ์ เวลาและสถานที่ ที่เฉพาะสำหรับพิธีนั้น ๆ ในส่วนที่เป็นระเบียบตามประเพณีนิยม เช่น กิจวัตรประจำวันที่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกบิณฑบาต การทำวัตรเช้า เย็น การศึกษาพระธรรมวินัย การสั่งสอนพระธรรมให้กับประชาชนทั่วไป
๒. ศาสนพิธีสำหรับชาวบ้าน เป็นระเบียบแบบแผนที่ผู้นับถือพุทธศาสนาจะต้องปฏิบัติ ซึ่งแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ คือ
๒.๑) กุศลพิธี เป็นพิธีเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ได้แก่
(๑) การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
(๒) การรักษาอุโบสถศีล
(๓) การเวียนเทียนในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา
๒.๒) บุญพิธี เป็นพิธีทำบุญตามประเพณีนิยม มี ๒ ประเภท คือ
(๑) การทำบุญเนื่องในงานมงคล คือ การทำบุญเพื่อความสุขความเจริญ เช่น การทำบุญวันเกิด งานมงคลสมรส เป็นต้น
(๒) การทำบุญเนื่องในงานอวมงคล คือ การทำบุญในงานศพ การทำบุญเนื่องในวันครบวันตาย ๑๐๐ วัน เป็นต้น
๒.๓) ทานพิธี ได้แก่ การถวายทานโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งมี ๒ ประเภท คือ
(๑) ปาฏิบุคลิกทาน ได้แก่ ทานที่ทำถวายเฉพาะเจาะจงบุคคล เลือกวัด เลือกพระสงฆ์ที่จะถวาย
(๒) สังฆทาน ได้แก่ ทานที่ถวายแก่สงฆ์โดยส่วนรวม โดยไม่เลือกวัดและพระสงฆ์ที่รับทาน เช่น การถวายสังฆทาน การทำบุญตักบาตร เป็นต้น
๒.๔) ปกิณณกพิธี เป็นพิธีเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวข้องกับพิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น การแสดง ความเคารพพระสงฆ์ การอาราธนา การประเคนของ การนิมนต์พระ การกรวดน้ำ เป็นต้น
ประโยชน์ของพิธีกรรม
คนเป็นจำนวนมากที่เห็นพิธีกรรมเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระและเสียเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้ประกอบพิธีกรรมเหล่านั้น ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงระเบียบวิธีและแก่นแท้ของพิธีกรรมนั้น ๆ จึงทำให้เห็นเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีเหตุผลและงมงาย แท้จริงแล้ว พิธีกรรมทางศาสนามีประโยชน์มากมาย เช่น
๑) เป็นเครื่องมือสืบทอดพระพุทธศาสนา
๒) ทำให้เกิดความรักและสามัคคีของคนในสังคมนั้น ๆ
๓) แสดงถึงความเจริญทางจิตใจของคนในสังคม
๔) เป็นเครื่องจูงใจให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว
๕) ทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ
คุณลักษณะของพิธีกรรมที่ดี พิธีกรรมที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
๑) วัตถุประสงค์ เชิงศีลธรรม
(๑.๑) เพื่อให้เกิดกุศล
(๑.๒) เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
(๑.๓) เพื่อความสงบและร่มเย็นของสังคม
๒) วัตถุประสงค์ เชิงสังคม
(๒.๑) ความสามัคคีของหมู่คณะ
(๒.๒) ความอยู่รอดของศาสนา
(๒.๓) สร้างศรัทธาในศาสนา
๓) กระบวนการ
(๓.๑) ตรงไปตรงมา
(๓.๒) เรียบง่าย
(๓.๓) ไม่ฟุ่มเฟือย
(๓.๔) ไม่มีพิธีการมาก
เครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยในพิธีกรรมทางศาสนา พอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
เครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล มี ๓ อย่าง คือ
๑) ธูปสำหรับบูชาพระพุทธเจ้า
การจุดธูปสำหรับบูชาพระพุทธเจ้านั้น นิยมจุดบูชาครั้งละ ๓ ดอก โดยมีความหมายว่า พระพุทธเจ้านั้นมีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ๓ ประการ คือ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ธูปทั้ง ๓ ดอก จึงจุดเพื่อบูชาพระพุทธคุณทั้ง ๓ ประการนี้ ธูปสำหรับจุดบูชาพระพุทธเจ้านั้น นิยมใช้ธูปที่มีกลิ่นหอมที่มีลักษณะตรงข้ามกับกลิ่นหอมที่ชาวโลกนิยมใช้กันอยู่ คือ เป็นกลิ่นหอมเมื่อได้สูดดมแล้วทำให้เกิดจิตฟุ้งซ่านไม่สงบ แต่กลิ่นหอมของธูปจะทำให้กิเลสยุบตัวลง จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน นอกจากนั้นแม้ธูปจะไหม้หมดแล้วกลิ่นหอมของธูปก็ยังอบอวลอยู่ในบริเวณนั้นเป็นเวลานาน เปรียบได้กับพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าที่เข้าถึงจิตใจของบุคคลอยู่ตลอดเวลา แม้พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานไปนานถึง ๒ พันกว่าปีมาแล้วก็ตาม
๒) เทียนสำหรับบูชาพระธรรม
การจุดเทียนบูชาพระธรรมนั้นนิยมจุดบูชาครั้งละ ๒ เล่มโดยมีความหมายว่า พระธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มี ๒ ประเภท คือ พระวินัย สำหรับฝึกหัดกายวาจา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและพระธรรมสำหรับจิตใจให้ระงับความชั่วและทุจริตทุกประการ เทียน ๒ เล่ม ก็เพื่อบูชาพระวินัย ๑ เล่ม และบูชาพระธรรม ๑ เล่ม เทียนสำหรับบูชาพระธรรมนั้น นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียนการใช้เทียนบูชาพระธรรมนั้น เพื่อแสดงว่าเทียนที่จุดขึ้น ณ ที่ใดย่อมกำจัดความมือของสถานที่นั้น ๆ ออกไปทำให้เกิดความสว่างเปรียบได้กับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น หากผู้ใดได้ศึกษาจนเกิดความรู้ความเข้าใจแล้วย่อมกำจัดความมืด คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาในจิตใจของบุคคลนั้น ๆ ให้หายหมดไป ทำให้เกิดแสงสว่าง คือ ปัญญาขึ้นภายในจิตใจของตน
๓) ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์
การจัดดอกไม้เพื่อบูชาพระสงฆ์ มีความหมายว่า ดอกไม้นานาชนิดที่นำมาจัดไว้ในแจกันนั้น เมื่อยังอยู่ ณ ต้นของมัน ก็ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของพันธุ์ไม้นั้น ๆ ถ้าหากเราเก็บดอกไม้มากองรวมกัน โดยมิได้จัดสรรตกแต่ง ย่อมจะหาความเป็นระเบียบสวยงามมไม่ได้ เมื่อมีช่างจัดดอกไม้นำมาใส่แจกันหรือภาชนะอื่น ๆ ประดับให้เป็นระเบียบก็เกิดความสวยงามน่าดูเปรียบได้กับพระสงฆ์สมัยเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์อยู่นั้น ย่อมมีกิริยามารยาทและจิตใจเรียบร้อยตามควรแก่ฐานะและตระกูลของตน บ้างก็มีจิตใจอ่อนโยน บ้างก็มีจิตใจหยาบกระด้างครั้นเมื่อคฤหัสถ์เหล่านั้นซึ่งต่างชาติต่างฐานะต่างตระกูลกันเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีระเบียบแบบแผนเดียวกันก็จะทำให้พระสงฆ์เหล่านั้น ไม่มีความเป็นระเบียบ และไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้ที่พบเห็น ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้กำหนดพระธรรมวินัยไว้ให้เป็นแบบแผนในการปฏิบัติก็เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าเคารพบูชาเหมือนเหล่าดอกไม้ที่ได้จัดไว้อย่างดีแล้ว ดอกไม้สำหรับใช้บูชาพระสงฆ์นั้น นิยมใช้ดอกไม้ที่มีลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. มีสีสวย
๒. มีกลิ่นหอม
๓. กำลังสดชื่น
จึงมีการเปลี่ยนดอกไม้ที่ใช้บูชาพระประจำวันอยู่เสมอ อันเป็นนิมิตหมายของความสดชื่น รุ่งเรือง ไม่ปล่อยให้เหี่ยวแห้ง อันแสดงถึงความเสื่อมโทรม
ตัวอย่าง การบูชาพระประจำวัน
การบูชาพระประจำวันของพุทธศาสนานิกชนนิยมทำกันวันละ ๒ ครั้ง คือ ก่อนออกจากบ้านและก่อนนอน การบูชาพระก่อนออกจากบ้าน จะกระทำในเวลาเช้าเมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปยังที่บูชาพระ นักคุกเข่าจุดเครื่องสักการะ คือ
(๑) จุดเทียน ๑ เล่ม ขวาของพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงจุดเทียนเล่มซ้าย
(๒) จุดธูป ๓ ดอก แล้วปักที่กระถางโดยปักเรียงกัน แล้วกราบพระรัตนตรัยแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย
แนวคิดและเกณฑ์การตัดสินพิธีกรรม : ด้วยแนวคิดวิธีการบริโภคเชิงพุทธ
ในกระแสความเจริญของอารยธรรมโลกในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลให้สังคมโลกเกิดกระแสการเสพบริโภคในเชิงวัตถุและเทคโนโลยี กระแสของการเสพบริโภคถูกปลุกเร้าจากการเป็นผู้เสพมากกว่าผู้ผลิต ถูกนำเสนอผ่านสื่อและโฆษณา โดยมีภาพของความสะดวกสบายเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ผู้คนในโลกเกิดการแสวงหาและแข่งขันกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ว่าลักษณะการเสพบริโภคกับไม่มีความสมดุลในทางการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ จนเกิดปัญหาด้านต่างๆขึ้น เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตามมา เหตุเพราะการบริโภคนั้นมี ๒ กระแสหลัก คือ
๑. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นผู้ผลิต
๒. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนฐานของการเสพเพียงอย่างเดียว
จากกระแสการบริโภค ๒ สายนี้ ก่อเกิดความไม่สมดุลในการดำเนินชีวิตของบุคคล ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นประเทศผู้ผลิต การบริโภคนั้นมีฐานของการผลิตที่ทำให้ผู้คนสามารถที่จะสร้างสรรค์วัตถุ และสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพทางการผลิตและพัฒนาความเจริญในทางวัตถุได้มากขึ้น กลุ่มที่สองเป็นประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ลาว เขมร เป็นต้น ซึ่งการผลิตเทคโนโลยียังล้าหลังและความคิดสร้างสรรค์ยังมิได้ถูกพัฒนา ทั้งนี้มิได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีภูมิปัญญา เพียงแต่พลังการส่งเสริมวัฒนธรรมการผลิตไม่เข้มแข็ง จึงทำให้การเสพบริโภคกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำได้ง่ายมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในทางพระพุทธศาสนาการบริโภค เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนให้กับกระบวนการศึกษาหรือสิกขา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของความเป็นมนุษย์เท่านั้น การบริโภคเป็นปัจจัยระดับพื้นฐานของการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีงาม การบริโภคที่เป็นสัมมาทิฐิจะต้องบริโภคเพื่อพัฒนาศีล สมาธิปัญญา โดยใช้กระบวนทัศน์ทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการบริโภค “ปัจจัย ๔ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช หรือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค”
พิจารณาเนื้อหาหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมายเฉพาะในฐานะวิธีครองชีวิตแบบหนึ่ง มีเนื้อหาหลัก คือ หลักสัจธรรมและหลักปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในอัตถะประโยชน์ ๓ เป็นบริบทพื้นฐาน การศึกษาเชิงพุทธ ก็คือ การฝึกฝนพัฒนามนุษย์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ใช้หลักโพธิศรัทธาเป็นสภาพเอื้อให้เกิดจิตสำนึกในการศึกษา ซึ่งมีศูนย์รวมของการศึกษาที่ “ปัญญา” ผ่านกระบวนการปริยัติ, ปฏิบัติ, และปฏิเวธ บุพภาคการศึกษาเริ่มต้นที่สัมมาทิฐิแล้ว พัฒนาที่การใช้อินทรีย์ ซึ่งมีปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการเป็นตัวหนุนผ่านหลักหมวดธรรม ๗ ประการ มีกัลยาณมิตตตา เป็นต้นนำสู่สิกขา วิธีการศึกษา คือการใช้หลักไตรสิกขา ผ่านหลักวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า อริยมรรค ทำให้เนื้อหาของการศึกษาดำเนินไปสู่เป้าหมายที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา คือ อริยบุคคล ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรให้กับสังคมและทำให้เกิดคุณสมบัติในตัวผู้ได้รับการศึกษา คือ มีปัญญาและกรุณา ในขั้นการประเมินผลการศึกษาใช้หลักภาวนาเป็นตัวชี้วัด มีภาวิตกาย เป็นต้น ผู้มีภาวนาครบ ชื่อว่าจบการศึกษา โดยใช้หลักธรรมที่เป็นสาระสำคัญในการอธิบายทฤษฎีการศึกษาเชิงพุทธ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นต้น เชื่อมโยงผ่านการศึกษาที่มุ่งสู่มนุษย์สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต การบริโภค สภาพสังคมและสรรพสิ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม
ในแง่การเสพบริโภค นอกจากกระบวนการศึกษาแล้วปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก ก็คือ การสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางเศรษฐกิจ คือ
คำว่า “เศรษฐกิจ” (Economy) หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และอย่างประหยัดที่สุด
ส่วนคำว่า สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึงสถาบันสังคมสถาบันหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด สถาบันเศรษฐกิจนี้ มีส่วนประกอบที่เป็นกิจกรรมอยู่ ๓ ประการ คือ การผลิต การแจกจำหน่าย และการบริโภค
เนื่องจากสถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันสังคมที่สำคัญมากสถาบันหนึ่ง จึงมีหน้าที่ต่อสังคมซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคอย่างแยกกันไม่ได้
การผลิต หมายถึง การสร้างและการหาผลิตผลหรือการบริการมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เช่น การผลิตอาหาร การผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคเครื่องอำนวยความสะดวกต่อชีวิตของมนุษย์
สำหรับการบริการก็มี เช่น การศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล การบันเทิง การสาธารณูปโภค การคมนาคม เป็นต้น
การผลิตต่าง ๆ เหล่านี้มีบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ชาวนาผลิตอาหาร กรรมกรผลิตสินค้าในโรงงาน แพทย์ดูแลรักษาพยาบาล พนักงานขับรถโดยสารให้บริการด้านการคมนาคม เป็นต้น
การผลิตนอกจากอาศัยบุคคลแล้วยังต้องอาศัยทุน ทรัพยากร และการจัดการ การจำหน่ายจ่ายแจก สถาบันเศรษฐกิจมีหน้าที่ในการแจกจ่ายหรือกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่สมาชิกของสังคม โดยมีตลอดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และมีสถาบันอื่น ๆ ช่วยสนับสนุน เช่น สถาบันการเงิน นายหน้า คนกลางหรือพ่อค้า เป็นผู้ดำเนินการ
การบริโภค เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะทำการบริโภคหรือใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตมาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดและความสะดวกในการดำเนินชีวิต หากปราศจากการบริโภคสถาบันเศรษฐกิจจะอยู่ไม่ได้
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเรื่องเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ เพราะพระพุทธศาสนาเห็นว่าเป้าหมายของคนในสังคมต้องการความสุขและความสุขนี้แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับโลกิยะ เป็นเรื่องของปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่มีความต้องความสุขขั้นพื้นฐานโดยรวมมี ๔ ประการ คือ ความสุขเกิดจากมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ความสุขจากการไม่เป็นหนี้สิน และเกิดจากมีงานทำที่สุจริต แต่ความสุขดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์คือ ประโยชน์ในปัจจุบันมี ๔ ประการ คือ
๑) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
๒) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการดูแลรักษา
๓) กัลยาณมิตตตา มีมิตรที่ดี
๔) สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอดี
หลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักปฏิบัติให้ถึงความสุขระดับโลกิยะได้อย่างสมบูรณ์
๒. ระดับโลกุตตระ เป็นการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมของแต่บุคคลที่จะสามารถขัดเกลากิเลสให้เบาบางและหมดไปในที่สุดจนถึงเป้าหมาย คือ ความสุขอันสูงสุดกล่าว คือ พระนิพพาน
นอกจากนี้ยังมีหลักในการบริโภคปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในสังคมที่จะต้องใช้สอยหลักการดังกล่าวนี้ คือ ปัจจเวกขณะ ได้แก่การพิจารณาอยู่เนืองๆ ในการบริโภคปัจจัย ๔ อย่างมีสติตลอดเวลา โดยคำนึงถึงคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมของปัจจัย ๔ ที่บริโภคอยู่อย่างถูกต้องและมีสติก็จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการบริโภคผ่านหลักการระลึกถึงบุคลอื่นๆ เพื่อลดการเห็นแก่ตัว ที่ เรียกว่า หลักสาราณียธรรม คือ บริโภคโดยไม่แบ่งแยก ลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต บริโภคร่วมกับเพื่อพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณียธรรมแม้นี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
หลักการบริโภคเชิงพุทธ
จะต้องเริ่มต้นจากการบริโภคอย่างมี “สัมมาทิฐิ” เป็นเบื้องต้น คือ ความเข้าใจตามนัยเหตุผล ค่านิยม อุดมการณ์ แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิต ตลอดจนทัศนคติพื้นฐานที่สืบเนื่องจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิต สังคม และการบริโภคอย่างมาก
การบริโภคนั้นเป็นภาพสะท้อนในแง่การปฏิบัติ เช่น เมื่อคนชอบความมั่งมีในเชิงวัตถุ มักจะเห็นว่าความพรั่งพร้อมในการบริโภคทางวัตถุส่วนตัวเป็นจุดหมายชีวิต เป็นเครื่องวัดความสำเร็จของบุคคลและเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ เขาย่อมดิ้นรนขวนขวายเพื่อแสวงหาการเสพบริโภคทางวัตถุนั้นๆ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการเสพบริโภคเพื่อสนองความอยาก คือ ตัณหา
การบริโภคเชิงพุทธจึงต้องใช้โยนิโสมนสิการเป็นตัวกำกับ นำ และคุมความประพฤติ เพื่อให้การบริโภคนั้น เป็นสภาพเอื้อไปสู่ การศึกษาหรือกระบวนการแห่งไตรสิกขา ได้แก่การบริโภคที่เป็น พรหมจรรย์ คือ
ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สิกขา
สิกขา หมายถึง การศึกษา, การสำเหนียก, ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง คือ
๑. อธิศีลสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องศีล
๒. อธิจิตตสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องจิต
๓. อธิปัญญาสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา
สิกขา นั้นแปลว่า ศึกษา สิกฺขา เป็นภาษาบาลี สันสกฤตเป็น ศิกฺษา เป็นไทยว่า ศึกษา เป็นคำๆ เดียวกัน ฉะนั้น หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงเรียกชื่ออย่างหนึ่งว่าการศึกษา
ได้แก่ การดำเนินชีวิตหรือหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา ที่นำเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสำคัญ เป็นเนื้อแท้ของการดำเนินชีวิต และทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นการศึกษา ภารกิจที่สำคัญของการศึกษาจึงได้แก่ การช่วยให้บุคคลเกิดทัศนคติที่ถูกต้อง คือรู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น และสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นตามที่ควรจะเป็น ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคม ไม่ให้มองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายตามอำนาจกิเลสตัณหา แต่การที่จะทำให้เกิดการพัฒนาปัญญาจนเข้าถึงภาวะสงบเย็น ที่สลายตัณหา มานะ ทิฐิ ได้ก็ต้องพัฒนาตน โดยพัฒนาเริ่มต้นที่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ จากการใช้ตา หู เพื่อเสพ มาสู่การใช้ตา หู เพื่อศึกษา อันนี้คือจุดเริ่มที่แท้ของการศึกษา ซึ่งเป็นจุดสำคัญมาก มนุษย์ใช้ตา หู อย่างไร
(๑) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้สึกคือเอาสิ่งทั้งหลายมาบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้นของตน ให้มีความสุขความเพลิดเพลินชื่นชอบใจ เรียกว่า เสพ, หรือบริโภค
(๒) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้คือใช้เรียนรู้ เรียกว่า ศึกษา
ตรงนี้เป็นจุดแยกที่สำคัญ เมื่อมีการศึกษาที่ถูกต้อง มนุษย์เริ่มพัฒนา ก็ต้องรู้จักใช้ตา หู เพื่อการศึกษา ดังนั้น ย้ายจากความเป็นนักเสพบริโภคคนก็จะพัฒนาความเป็นนักศึกษาขึ้นมา นักศึกษาก็คือ บุคคลที่รู้จักใช้ ตา หู มิใช่เพียงเพื่อเสพบริโภค แต่ใช้เพื่อเรียนรู้ การศึกษาในทางพระพุทธศาสนามิได้มุ่งไปที่ผู้สอน แต่มุ่งที่ผู้ศึกษา คือความปรารถนาที่จะเป็นผู้สามารถรู้เอง, เห็นเอง, และทำได้เอง โดยมีการสร้างสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นก่อน สัมมาทิฐิ เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมที่ต้องพัฒนาให้บริสุทธิ์ ชัดเจน เป็นอิสระมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นการตรัสรู้ในที่สุด
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือปัจจัยที่จะเอื้อต่อระบบและกระบวนการแห่งการศึกษาภายในตัวบุคคล กระบวนนี้แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา แปลว่า หลักการศึกษา ๓ ประการ คือ
(๑) การฝึกฝนอบรม ในด้านความประพฤติ (Training in Higher Morality) ระเบียบวินัย ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ เรียกว่า ศีล ได้แก่ การรู้จักประมาณในการบริโภคเชิงวัตถุ
(๒) การฝึกอบรมทางจิตใจ (Training in Higher Mentality) การปลูกฝังคุณธรรมสร้างเสริมคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพของจิต เรียกว่า สมาธิ หรือการรู้จักควบคุมความต้องการบริโภคทาง จิตใจที่เป็นเรื่องของตัณหาล้วนๆ
(๓) การฝึกฝนอบรมทางปัญญา (Training in Higher Wisdom) ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้แก้ปัญหาไปตามแนวทางเหตุผลรู้เท่าทันโลกและชีวิต จนสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆ ดับกิเลสดับทุกข์ได้ เป็นอยู่ด้วยจิตใจอิสระผ่องใสเบิกบาน เรียกว่า ปัญญา หรือได้แก่การพิจารณาก่อนจะบริโภค คือ บริโภคเพื่อเป็นปัจจัยหนุนตัว สติ เพื่อเป็นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมวินัย นี่เป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเต็มระบบ
วัตถุประสงค์ของการบริโภคในพระพุทธศาสนา
จากกระบวนการบริโภคเชิงพุทธข้างต้น ทำให้กระบวนการพัฒนาชีวิตก้าวหน้าต่อไปอีก กล่าวคือ เมื่อได้เรียนรู้ผ่านการบริโภค ก็จะทำให้แยกได้ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ยังไม่ดี ระหว่างสิ่งที่สมบูรณ์กับสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ระหว่างสิ่งที่อยู่ในภาวะที่ควรจะเป็นกับสิ่งที่ยังไม่เข้าถึงภาวะที่ควรจะเป็น พอแยกได้อย่างนั้นแล้ว บุคคลก็อยากให้สิ่งนั้นอยู่ในภาวะที่ดี ที่สมบูรณ์ ที่ควรจะเป็น ถึงตอนนี้ ก็จะเกิดความอยาก (ฉันทะ) หรือความต้องการชนิดใหม่ คือ ต้องการให้มันดี ให้มันสมบูรณ์ เรียกง่ายๆ ว่า ใฝ่ดี เมื่ออยากให้มันดี แต่มันยังไม่ดี ก็อยากทำให้มันดี ความอยากทำให้มันดีนี้ เรียกว่า ความใฝ่สร้างสรรค์ เมื่ออยากทำให้มันดี ก็พยายามที่จะทำ เมื่อทำด้วยความต้องการที่จะทำ เขาก็จะมีความสุขจากการกระทำ และเมื่อทำให้ดีได้ก็จะยิ่งมีความสุข เรียกว่า ความสุขจากการสร้างสรรค์ ตรงนี้แหละเป็นเป้าหมายของการบริโภคเชิงพุทธ ได้แก่ การฝึกหรือใช้การบริโภคเป็นจุดเริ่มเพื่อที่จะพัฒนา คือ ความใฝ่สร้างสรรค์ และการมีความสุขจากการทำการสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคนให้เกิดความต้องการทำให้ดี และการมีความสุขจากการกระทำที่สนองความต้องการนั้น
ผลสัมฤทธิ์ของการบริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนของการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการบริโภคเชิงพุทธ คือ มรรค ผล และนิพพาน อันเป็นอริยบุคคลที่เรียกว่า พระอรหันต์ บุคคลที่บริโภคอย่างไม่เป็นทาสของกิเลส มี ๔ จำพวก คือ
๑. พระโสดาบันบุคคล แปลว่า ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก สามารถละโอรัมภาคิยสังโยชน์อันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค คือ ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระโสดาบันหรือญาณคือ ความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ
๒. พระสกทาคามีบุคคล แปลว่า ผู้จะเกิดอีกครั้งเดียว หรือผู้จะมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการได้เหมือนขั้นโสดาบัน พร้อมกับบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
๓. พระอนาคามีบุคคล แปลว่า ผู้ไม่มาสู่โลกนี้อีก หมายความว่าหลังจากตายไปแล้วท่านจะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหันตผลในที่นั้น ละสังโยชน์ได้เพิ่มจากเดิมอีก ๒ ประการ คือ ๑) กามราคะ
๒) ปฏิฆะ หรือ พยาบาท รวมเป็น ๕ ประการ ซึ่งเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
๔. พระอรหันต์ มีความหมายเป็น ๕ นัย คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส, กำจักข้าศึกคือกิเลส, เป็นผู้หักซี่กำแห่งสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด, เป็นผู้ควรรับไทยทาน, เป็นผู้ไม่มีความลับในการทำบาป และเป็นอเสขะคือจบการศึกษา และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพาน
โดยนัยนี้ คนที่บรรลุวัตถุประสงค์วิธีการใช้สอยปัจจัย ๔ หรือ การรู้จักพิจารณาบริโภคในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะพ้นจากอำนาจครอบงำของความรู้สึกฝ่ายตัณหา ขึ้นมาสู่ความปลอดโปร่งชื่นบานแห่งความรู้ความเข้าใจฝ่ายปัญญา และสามารถดำรงตนในฐานะกัลยาณมิตรให้กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ คือ กระบวนการแห่งการบริโภคเชิงพุทธ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราเรียกว่า พระธรรมวินัย
เกณฑ์การตัดสินหรือหลักการตัดสิน “การบริโภค”
คือ สิ่งใดที่เรียกว่า บริโภคด้วยปัญญา และสิ่งใดที่เรียกว่าบริโภคเพื่อเสพด้วยตัณหา ดังนี้ ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้แก่นางมหาปชาบดีโคตมีมีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่าการบริโภคเช่นไรเป็นเชิงพุทธหรือเช่นไรผิดหลักพุทธ ซึ่งได้กล่าวเป็นเกณฑ์หลักว่า ธรรมหรือคำสอนอันใดเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่าธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าว หรือประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายกำหนัด คลายความติดหรือไม่ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลายการหลุดจากความทุกข์ไม่ประกอบด้วยความทุกข์ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ เป็นไปเพื่อความปวิเวก ความสงัด เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่ายหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าบริโภคไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าผิดหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นไปตามหลักนี้เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการบริโภคเชิงพุทธที่ถูกต้องดีงาม
ยังมีหลักธรรมคล้ายๆกันอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยมี ๗ ประการ คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อเอกันตนิพพิทา เพื่อความเบื่อหน่ายโดยสิ้นเชิง เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าพระธรรมวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ก็ไม่ใช่ หลักการทั้งสองประการนี้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยลักษณะของการบริโภคทางพระพุทธศาสนาได้ดีมากในเวลาที่ผู้ศึกษาเกิดความไม่แน่ใจหรือไขว้เขวต่อวิธีการหาข้อสรุปที่ชัดเจนในทางพระพุทธศาสนา

สรุป
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือ การบริโภคอย่างมี สติ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เพื่อบริโภคในการเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม คือการบริโภคเพื่อการศึกษา อันจะนำไปสู่การไม่ตกเป็นทาสตัณหา คือ ความเป็นอิสรภาพในขั้นอายตนะคือ เพื่อเรียนรู้มิใช่เพื่อเสพ และควบคุมการปรุงแต่งทางความต้องการทางใจหรือตัณหา และเพื่อพิจารณาส่งเสริมต่อการใช้ปัญญา อันจะนำไปสู่ ความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าวางไว้มาเป็นเกณฑ์การตัดสิน
พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ในสังคมไทยปัจจุบัน จึงต้องใช้กระบวนทัศน์การบริโภคเชิงพุทธที่ยกมาเป็นกรอบวิธีการในการบูรณาการ เพื่อให้พิธีกรรมนั้นๆเป็นไปเพื่อการสร้างสภาพเอื้อต่อกระบวนการ สร้างศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฐิ คือนำพิธีกรรมเป็นตัวเร้าให้เกิดการสนใจที่จะเรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาบุคคล และใช้กระบวนการทางพิธีกรรมในการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมให้เป็นสังคมแห่งกัลยาณมิตร และเป็นปรโตโฆสะที่ดีงาม ต่อการประพฤติปฏิบัติตามหลักการแห่งศีล สมาธิ ปัญญา หรือพระธรรมวินัยนั่นเอง













ภาคผนวก
แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว )
สังคมไทยในปัจจุบัน มีวิถีการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของเศรษฐกิจกระแสหลัก ด้วยมนุษย์ต้องดำเนินชีวิตอิงอาศัยปัจจัยสี่ จึงมีการแลกเปลี่ยนทางเงินตราเพื่อเป็นปัจจัยในการซื้อขายสิ่งยังชีพเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ แต่ว่าการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมิได้มีเพียงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายในคือการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญาเพื่อจัดสรรชีวิตให้เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นเป็นที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งมีหลักปรัชญา คือ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการประยุกต์วิถีทางเศรษฐกิจพื้นฐานจากบริบทสังคมไทยดั้งเดิมโดยดำรงและปฏิบัติตนตามสภาพวิถีแห่งวัฒนธรรมไทยอย่างที่ควรจะเป็นด้วยการมองโลกเชิงระบบที่มีพลวัติ มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่ทวนกระแสเงินตราแต่ให้กลับมาสู่การดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองคือ การทำมาหากินตามศักยภาพของตนอย่างมีคุณภาพและความสุข เป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณลักษณะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางตามอิทธิพลพระพุทธศาสนาผ่านการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คือ ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ (1) ความพอประมาณ หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอดี (2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล (3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอดี คือ อาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ต้องประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาวะสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค คำว่าพอเพียงเป็นทัศนะแม่บท ที่คนไทยต้องนำมาใช้จัดสรรผ่านองค์ความรู้ท้องถิ่น ด้วยการรู้จักใช้ปัญญา พึ่งพาตนเองได้ จึงจะเป็นวิถีชีวิตพอเพียงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนี้แล.

หนังสืออ้างอิง
๑.๑ พระไตรปิฎก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เล่มที่ ๑, เล่มที่ ๔, เล่มที่ ๑๑, เล่มที่ ๑๒, เล่มที่ ๒๕,เล่มที่ ๒๐, เล่มที่ ๓๐, เล่มที่
๓๖, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๒ อรรถกถา
วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกาปาราชิกกณฺฑ สํฆาทิเสสาทิมหาวคฺคาทิอฏฺฐกถา (ภาษาบาลี). เล่มที่ ๑.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๓ หนังสือ
คณาจารย์ภาควิชาสังคม. สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๓๔.
จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๘,กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๐.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร :
นานมีบุ๊ค, ๒๕๔๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติ ในยุคโลกไร้พรมแดน. พิมพ์
ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๑.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ. สังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๔.
สัญญา สัญญาวิวัฒน์. หลักสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓.
------------------------. พุทธสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์, ๒๕๓๓.
แสง จันทร์งาม. พุทธศาสนวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพ ฯ : เจริญกิจ, ๒๕๓๕.

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หลักธรรมที่ครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีมากมาย แต่โดยสรุปแล้วจะมีหลักการหรือหัวใจพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า พระคาถาของพระอัสสชิ มาเป็นเครื่องพิจารณา เมื่อพระอัสสชิ ได้พบกับพระสารีบุตรแต่ก่อนบวชพระสารีบุตรได้ถามถึงใจความของพระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร โดยย่อที่สุดพระอัสสชิได้ตอบว่า โดยย่อที่สุดแล้ว ก็คือ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ,เอวํวาที มหาสมโณ, เป็นใจความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยเรา ก็ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้นพร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิง ของสิ่งเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ, พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้” นี้ เป็นคำตอบของพระอัสสชิ แต่ถือกันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ในทุกประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ถึงกับมีการจารึกลงในแผ่นอิฐ มาตั้งแต่ครั้งใกล้สมัยพุทธกาล คือยุคสมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมาทีเดียว เป็นตัวอักษร ๔ บรรทัดนี้เท่านั้น ถือกันว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในฐานะเป็นใจความของพระพุทธศาสนา
ถ้าเอาตามหลักนี้ ก็กล่าวได้ว่า ใจความของพุทธศาสนานั้น คือการบอกให้รู้ว่า “สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน” แม้ใจความสำคัญนี้ ก็เป็นการชี้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือเป็นการชี้ให้รู้ว่าอย่าไปเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์อะไรเป็นตัวตนที่ถาวร ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่สิ่งที่เกิดงอกงามออกมาจากเหตุ และงอกงามเจริญเติบโตต่อไปโดยอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะความสิ้นสุดของตัวเหตุ คำว่าเหตุในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง ซึ่งเราอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัจจัย ก็ได้ สิ่งหนึ่ง ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยแต่งสิ่งอื่นๆ สืบต่อกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หรือปรากฏทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีตัวมันเองที่เป็นของอิสระตายตัว เป็นแต่ความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุที่ปรุงแต่งกันไม่หยุด เพราะอำนาจของธรรมชาติมีลักษณะปรุงไม่หยุดยั้งสิ่งต่างๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงกันไม่หยุด พุทธศาสนาจึงบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน (อนัตตา) มีแต่ความที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป และเป็นความทุกข์(ทุกขัง)รวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีอิสระในตัวเอง ต้องเป็นไปตามอำนาจของเหตุ จะไม่มีความทุกข์ ก็ต่อเมื่อหยุดหรือดับ ก็ต่อเมื่อดับเหตุ ทำเหตุนั้นให้หยุดให้ดับ ไม่ให้มีการปรุงสืบไป ข้อนี้เป็นการบอกว่าอะไรเป็นอะไรอย่างลึกซึ้ง อย่างสุดสามารถที่คนเราหรือว่าผู้มีสติปัญญาตามธรรมดาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ๆ
ไตรลักษณ์ กระบวนการตามกฎธรรมชาติ
กฏธรรมชาตินี้ เป็นธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา เป็น ธรรมฐิติ คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็น ธรรมนิยาม คือกฎธรรมชาติ หรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล หรือการเกิดขึ้นของศาสนาหรือศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของศาสดาในความหมายของพุทธธรรมด้วยว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก สำหรับไตรลักษณ์นั้น มีพุทธพจน์แสดงหลักไว้ในรูปของกฎธรรมชาติ ว่าดังนี้
“ตถาคต(พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า
๑.สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง...........
๒.สังขารทังปวง เป็นทุกข์...............
๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา...............
ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง...... สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์.......... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา......”
ไตรลักษณ์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณ์ แปล่ว่า สามัญลักษณะ แปลว่าลักษณะทั่วไป หรือเสมอเหมือนกันแก่สิ่งทั้งปวง ซึ่งได้ความหมายเท่ากัน เพื่อความเข้าใจง่ายๆ จะแสดงความหมายของไตรลักษณ์ ( The Three Characteristics of Existence ) โดยมีใจความดังนี้
๑. อนิจจตา ( ) ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป
๒. ทุกขตา ( ) คาวมเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง หรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก้ผู้เข้าไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง หรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน
๓. อนัตตา ( ) ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง
สิ่งทั้งหลายหากจะกล่าวว่ามีก็ต้องว่ามีอยู่ในรูปของกระแส ที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ อันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกัน เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสาย จึงเป็นภาวะที่ไม่เที่ยง เมื่อต้องเกิดดับไม่คงที่ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัย ก็ย่อมมีความบีบคั้นกดดัน ขัดแย้ง และแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว และเมื่อทุกส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เป็นตัวของมัน มีตัวตนแท้จริงไม่ได้
ในกรณีของสัตว์บุคคล ให้แยกว่า สัตว์บุคคลนั้นประกอบด้วยขันธ์ ๕ เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดอื่นอีกนอกเหนือจากขันธ์ ๕ เป็นอันตัดปัญหาเรื่องที่จะมีตัวตนเป็นอิสระอยู่ต่างหาก จากนั้นหันมาแยกขันธ์ ๕ ออกพิจารณาแต่ละอย่าง ๆ ก็จะเห็นว่า ขันธ์ทุกขันธ์ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ เป็นสภาพบีบคั้นกดดันแก่ผู้เข้าไปยึด เมื่อเป็นทุกข์ ก็ไม่ใช่ตัวตน ที่ว่าไม่ใช่ตัวตน ก็เพราะแต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยไม่มีตัวตนของมันเอง อย่างหนึ่ง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นของของสัตว์บุคคลแท้จริง (ถ้าสัตว์บุคคลนั้นเป็นเจ้าของขันธ์ ๕ แท้จริง ก็ย่อมต้องบังคับเอาเองให้เป็นไปตามความต้องการได้ และไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพที่ต้องการได้ เช่น ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วย เป็นต้น) อย่างหนึ่ง
พุทธ(พจน์แสดงไตรลักษณ์ในกรณีของขันธ์ ๕ มีตัวอย่างที่เด่น ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ เป็นอนัตตา หากรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ จักเป็นอัตตา (ตัวตน) แล้วไซร้ มันก็จะไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้ตามปรารถนาในรูป ฯลฯ ในวิญญาณว่า “รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย” แต่เพราะเหตุที่รูป ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา ฉะนั้น รูป ฯลฯ วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และใคร ๆ ไม่อาจได้ตามความปรารถนา ในรูป ฯลฯ วิญญาณ ว่า “รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย”
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความเห็นเป็นไฉน?”
“รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?” (ตรัสถามที่ละอย่าง จนถึงวิญญาณ)
“ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือ เป็นสุข ?”
“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเฝ้าเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ?”
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ตามที่มันเป็นว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”
คำสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้งมากมาย หลายอย่างหลายวิธีด้วยกัน แต่ถ้าเอาผลของการปฏิบัติจนเห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่ามีข้อที่สังเกตได้ง่าย ๆ ข้อหนึ่ง คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุได้สรุปสั้น ๆ ว่า “ไม่มีอะไรน่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น” นี้เป็นความหมายที่กะทัดรัดที่สุดของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นหลักธรรมะที่สามารถอธิบายครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนาได้อีกหลักธรรมหนึ่ง

การบวช

พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน หลักธรรมคำสอนได้สอดแทรกเข้าไปสู่วิถีการดำเนินชีวิต เป็นรากฐานให้กับวัฒนธรรมประเพณี ตลอดถึงวิธีคิดในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม ด้านความเป็นอยู่ ล้วนอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นองค์ความรู้พื้นฐาน จนกลายเป็นลักษณะพิเศษของคนไทย จากการที่พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สังคมไทยในอดีตกาลนั้น ได้รับองค์ความรู้จากนักบวช คือ พระภิกษุที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ และกลายเป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นที่เคารพสักการะ และเกิดการบวชกุลบุตรที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นภิกษุขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
การบวชจึงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่ชาวพุทธให้ความสำคัญ จึงเกิดเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ชายไทยพออายุครบยี่สิบปี มักจะหาระยะเวลาสักครั้งในชีวิตเพื่อเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา และการออกบวชวิวัฒนาการมาโดยลำดับสลับซับช้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นค่านิยม บางครั้งการบวชในสังคมไทยก็ออกนอกหลักการพระธรรมวินัยในด้านเนื้อหาไปเรื่อยๆ คงไว้แค่เพียงรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดภาวะอ่อนแอและเสื่อมโทรมไปในที่สุด
พระพุทธศาสนากล่าวถึงการออกบวชเป็นการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตเฉพาะแบบ เพื่อพัฒนาบุคคลให้มุ่งสู่เป้าหมายคือความพ้นทุกข์ที่เรียกว่า “พรหมจรรย์” ดังคำสรุปการตรัสรู้ของพระพุทธองค์และการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ของพระสาวกว่า
ชาติสิ้นไปแล้ว พรหมจรรย์เสร็จสิ้นลงแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว กิจ
อื่นๆที่จะต้องทำเพื่อการนี้ ย่อมไม่มีอีก ภิกษุใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประ
โยชน์ ได้โดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ
พระพุทธพจน์นี้แสดงถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตนักบวชต้องการ คือการบรรลุพระนิพพาน ได้แก่ การหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิงจากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งรูปธรรมนามธรรม คือ “ความสิ้น ราคะ โทสะ โมหะ” “และ ความสิ้นตัณหา” คือจุดจบแห่งทุกข์
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแนวคิดการบวชในพระพุทธศาสนาจากเดิม คือ ต้องการพ้นทุกข์ (นิพพาน) ได้มีพลวัติไปเป็นวัตถุประสงค์ที่หลากหลายในสังคมไทยปัจจุบัน แม้ในวิธีการบวชยังอ้างอิงแนวคิดในพระไตรปิฏก แต่การดำเนินชีวิตของผู้บวชมิได้ตั้งอยู่ในองค์ความรู้ตามหลักการดั้งเดิม ได้แก่ การมีวัตถุประสงค์ทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การบวชตามประเพณี บวชเพื่อศึกษาวิชาการตามระบบทางโลกซึ่งมิได้เป็นไปตามระบบไตรสิกขา การบวชเพราะต้องการชุบตัวทางสังคม บางครั้งการบวชกลายเป็นช่องทางในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงเป็นภาวการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า แนวคิดการบวชที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธศาสนา อาจเป็นแค่กิจกรรมทางสังคมชนิดหนึ่งที่ชาวพุทธเองไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระอันแท้จริง ในพระไตรปิฏกกล่าวถึงนักบวชหรือบรรพชิตในพระพุทธศาสนาไว้เป็น ๕ ประเภท คือ
๑) ภิกษุ ได้แก่นักบวชที่เป็นชายมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ภิกษุนี้จะต้องประพฤติปฏิบัติตามวินัย จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท
๒) ภิกษุณี ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือถ้าเคยผ่านการมีครอบครัวมีสามีมาแล้วต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๒ ปีบริบูรณ์ แต่ต้องผ่านการศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ เป็นเวลา ๒ ปี และสงฆ์ให้การรับรองแล้ว ก็สามารถที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ ภิกษุณีมีวินัยสำหรับประพฤติปฏิบัติจำนวน ๓๑๑ สิกขาบท
๓) สิกขมานา ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง ที่ต้องประพฤติสิกขาในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีโดยไม่ให้ขาดไม่ให้บกพร่องแล้วจึงจะอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ หรือได้แก่สามเณรีที่มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ กำลังเตรียมตัวเป็นภิกษุณี สิกขมานาจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบท ๖ ข้อ
๔) สามเณร ได้แก่นักบวชที่เป็นชายมีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ บวชด้วยการรับไตรสรณคมณ์ แม้ผู้ที่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ยังไม่ได้รับการอุปสมบท ก็ยังชื่อว่าเป็นสามเณรอยู่เช่นเดิม สามเณรจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทจำนวน ๑๐ ข้อ สิกขาบท ๖ ข้อแรกเหมือนกับสิกขาบทของสิกขมานา โดย รักษาเพิ่มอีก ๔ ข้อ
๕) สามเณรี ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เป็นสามเณรผู้หญิงที่ยังไม่ได้รับการอุปสมบท สามเณรีจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทจำนวน ๑๐ ข้อเหมือนสามเณร
ในการบวชของนักบวชเหล่านี้ ต้องอาศัยหลักพระธรรมวินัยเป็นรูปแบบและทำให้การบวชนั้นสมบูรณ์ คือ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตการบวชไว้หลายประการ ในระยะแรกทรงบวชภิกษุด้วยพระองค์เองก่อน ต่อมาเหตุการณ์และความจำเป็นตลอดจนเงื่อนไขเหตุปัจจัยต่างๆบางประการที่พัฒนาการขึ้น จึงทรงอนุญาตให้พระสาวกดำเนินการแทน และในที่สุดทรงมอบความเป็นใหญ่ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ในการดำเนินการ วิธีการบวชนั้น เรียกว่า อุปสัมปทา หรือ อุปสมบท ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับตรวจสอบบุคลากร ก่อนรับบุคคลเข้าสู่ชีวิตการเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา มี ๘ วิธี ได้แก่
๑) เอหิภิกขุปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่ทรงตรวจสอบด้วยพระองค์เอง เป็นวิธีการในยุคแรก และเป็นวิธีแรกของการบวชในพระพุทธศาสนา มีอยู่ ๒ แบบ คือ (๑.๑) ถ้าบุคคลผู้ที่จะเข้ามา ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ก็จะมีพุทธดำรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดโดยชอบเถิด
(๑.๒) ถ้าบุคคลนั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะมีพุทธดำรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด
๒) ติสรณคมณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกดำเนินการตรวจสอบและรับแทน ด้วยการรับไตรสรณคมณ์ โดยผู้ประสงค์จะบวชต้องปลงผมโกนหนวด และนุ่งห่มจีวรเรียบร้อยแล้วกราบเท้าของภิกษุ ประนมมือกล่าวคำปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยตามคำของภิกษุ ๓ ครั้งก็เป็นอันเสร็จ
๓) โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการรับเป็นข้อประพฤติปฏิบัติโอวาทไป เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ท่านพระมหากัสสปะเป็นกรณีพิเศษ
๔) ปัญหาพยากรณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการให้ตอบปัญหา เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ท่านโสปากะ ซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรมีอายุเพียง ๗ ปี โดยการถามปัญหาเรื่องอสุภะ เมื่อท่านทูลตอบปัญหานั้นได้ จึงทรงอนุญาตให้ท่านอุปสมบทด้วยการตอบปัญหานั้นนั่นเอง
๕) ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการให้รับครุธรรม ไปศึกษาและปฏิบัติเป็นวิธีแรกของการบวชหรืออุปสมบทเป็นภิกษุณี พระพุทธเจ้าทรงประทานครุธรรม นั้นแก่นางมหาปชาบดีโคตมีให้รับเอาไปศึกษาและปฏิบัติตลอดชีวิต และเป็นบวชภิกษุณีครั้งแรก
๖) ทูเตนูปสัมปทา คือวิธีการบวชด้วยการใช้ทูตดำเนินการแทน เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่หญิงผู้ที่ได้รับอุปสมบทจากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องการจะไปขอรับอุปสมบทจากฝ่ายภิกษุสงฆ์ แต่เธอไม่สามารถที่จะเดินทางไปด้วยตนเองได้ เนื่องจากอาจทำให้ได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแม้โดยการใช้ทูตดำเนินการแทน ขั้นตอนแห่งการอุปสมบท เหมือนกับว่าเธอมาดำเนินการขออุปสมบทด้วยตนเองทุกประการ
๗) อัฏฐวาจิกูปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่มีวาจา ๘ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่หญิงผู้จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีด้วยญัตติจตุตถกรรมจากสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือบุคคลผู้ที่จะเข้ามาบวชด้วยวิธีนี้เมื่อเป็นสิกขมานาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว จะต้องทำพิธีอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์เสียก่อน จากนั้นจึงทำพิธีอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง
๘) ญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยญัตติจตุตถกรรม อันหมายถึง กรรมมีญัตติเป็นที่สี่เป็นสังฆกรรมที่สำคัญ เช่น อุปสมบท เป็นต้น ซึ่งเมื่อตั้งญัตติแล้วต้องสวดอนุสาวนาคำประกาศขอมติถึง ๓ หน เพื่อสงฆ์คือที่ชุมนุมนั้นจะได้มีเวลาพิจารณาหลายเที่ยว ว่าจะอนุมัติหรือไม่ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ดำเนินการบวชพระภิกษุด้วยการตั้งญัตติ หมายถึงคำเผดียงสงฆ์ การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน แล้วสวดอนุสาวนา อันหมายถึงคำสวดประกาศ คำประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์ คำขอมติ ๓ หน โดยสงฆ์ได้อุปสมบทให้ท่านพระราธะเป็นรูปแรก มีท่านพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการบวชหรืออุปสมบทในปัจจุบัน อนึ่ง หลังจากการทรงอนุญาตให้สงฆ์ใช้ระบบญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสมบทแล้ว ก็ทรงยกเลิกการใช้ระบบติสรณูปสัมปทาสำหรับการรับสมาชิกของพระภิกษุอีก แต่ทรงปรับให้ใช้วิธีนี้บวชสามเณรแทน
นอกจากนี้แล้ว ยังมีบวชอีกวิธีหนึ่งคือ ทายัชชอุปสัมปทา ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษแก่สามเณรสุมนะที่มีอายุ ๗ ปี แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการของพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เมื่ออายุ ๗ ปี และสามเณรที่มีอายุ ๗ ปีได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีเพียง ๒ รูปเท่านั้น คือสามเณรสุมนะและโสปากะ ซึ่งทรงอุปสมบทให้เป็นกรณีพิเศษเพราะสามารถพัฒนาตนจนเป็นพระอรหันต์ จะเห็นว่ากระบวนการบวชนั้นมีความละเอียดรอบคอบ แต่ทั้งนี้ ก็ทรงคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงและขยายตัวตามเหตุปัจจัยของสถานการณ์
ทั้งนี้ การออกบวชตามหลักพระพุทธศาสนาก็ต้องอาศัยความเลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมวินัยเป็นหลักเบื้องต้น และบุคคลที่ออกบวชจะต้องมีวัตถุประสงค์การออกบวชที่ชัดเจน ด้วยการเชื่อมั่นในแนวคิดแบบพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความแตกต่างจากนักบวชในลัทธิอื่นๆ ในสังคมไทยปัจจุบันการบวชบางประเภทมิได้ชัดเจนทั้งในรูปแบบและเนื้อหา เช่น นักบวชที่เป็นแม่ชี สามเณรีที่ยังเป็นปัญหา และนักบวชของลัทธิบางกลุ่มที่อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นสื่ออธิบายความหมาย เช่น กลุ่มสันติอโศก หรือพวกพราหมณ์ที่ยังอิงอยู่กับสถานะทางสังคมพุทธ โดยมีหน้าที่บางอย่างร่วมกับพิธีการทางพระพุทธศาสนา
นักบวชที่เห็นว่าได้รับการยอมรับสถานะในทางสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ชัดเจนตามหลักพระธรรมวินัย จึงเหลืออยู่แค่ ๒ ประเภท คือ พระภิกษุ กับ สามเณร ซึ่งในปัจจุบันมีความหละหลวมทางพระวินัยจนเกิดปัญหาและอธิกรณ์ขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ชาวพุทธควรจะกลับมาทบทวนแนวคิดการบวชว่าเกิดอะไรขึ้น แนวคิดการบวชในสังคมไทยปัจจุบันตั้งอยู่ฐานองค์ความรู้เดิมหรือไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการบวชเปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไร มีบริบททางสังคมอะไรที่ทำให้แนวคิดการบวชถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามระบบต่างๆของรัฐและสังคม จนไม่เอื้อต่อแนวคิดการบวชดั้งเดิมในพระไตรปิฏก และจะมีเกณฑ์การตัดสินอย่างไรที่จะชี้วัดแนวคิดการบวชในสังคมไทยปัจจุบันให้กลับมาอยู่ในบริบทคำสอนดั้งเดิมตามพระธรรมวินัย โดยไม่ทำให้การบวชในสังคมไทยปัจจุบันเกิดความเสียหาย และสามารถที่จะรักษาวัตถุประสงค์ตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างไรมิให้เกิดผลเสียหายต่อแนวคิดการบวชที่เป็นเนื้อหาสาระตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า

การบริโภคเชิงพุทธ : ในกระแสยุคโลกาภิวัฒน์

ในกระแสความเจริญของอารยธรรมโลกในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลให้สังคมโลกเกิดกระแสการเสพบริโภคในเชิงวัตถุและเทคโนโลยี กระแสของการเสพบริโภคถูกปลุกเร้าจากการเป็นผู้เสพมากกว่าผู้ผลิต ถูกนำเสนอผ่านสื่อและโฆษณา โดยมีภาพของความสะดวกสบายเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ผู้คนในโลกเกิดการแสวงหาและแข่งขันกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ว่าลักษณะการเสพบริโภคกลับกลายเป็นกระแสที่ไม่มีความสมดุลในทางการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ จนเกิดปัญหาด้านต่างๆขึ้น เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตามมา เหตุเพราะการบริโภคนั้นมี ๒ กระแสหลัก คือ
๑. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นผู้ผลิต
๒. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนฐานของการเสพเพียงอย่างเดียว
จากกระแสการบริโภค ๒ สายนี้ ก่อเกิดความไม่สมดุลในการดำเนินชีวิตของบุคคล ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นประเทศผู้ผลิต การบริโภคนั้นมีฐานของการผลิตที่ทำให้ผู้คนสามารถที่จะสร้างสรรค์วัตถุ และสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพทางการผลิตและพัฒนาความเจริญในทางวัตถุได้มากขึ้น กลุ่มที่สองเป็นประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ลาว เขมร ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการผลิตและเทคโนโลยียังล้าหลังและความคิดสร้างสรรค์ยังมิได้ถูกพัฒนา ทั้งนี้มิได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีภูมิปัญญา เพียงแต่พลังการส่งเสริมวัฒนธรรมการผลิตไม่เข้มแข็ง จึงทำให้การเสพบริโภคกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำได้ง่ายมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในทางพระพุทธศาสนาการบริโภค เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนให้กับกระบวนการศึกษาหรือสิกขา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของความเป็นมนุษย์เท่านั้น การบริโภคเป็นปัจจัยระดับพื้นฐานของการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีงาม การบริโภคที่เป็นสัมมาทิฐิจะต้องบริโภคเพื่อพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา โดยใช้กระบวนทัศน์ทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการบริโภค “ปัจจัย ๔ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช หรือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค”
เมื่อพิจารณาเนื้อหาหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมายเฉพาะในฐานะวิธีครองชีวิตแบบหนึ่ง มีเนื้อหาหลัก คือ หลักสัจธรรมและหลักปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในอัตถะประโยชน์ ๓ เป็นบริบทพื้นฐาน การศึกษาเชิงพุทธ ก็คือ การฝึกฝนพัฒนามนุษย์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ใช้หลักโพธิศรัทธาเป็นสภาพเอื้อให้เกิดจิตสำนึกในการศึกษา ซึ่งมีศูนย์รวมของการศึกษาที่ “ปัญญา” ผ่านกระบวนการปริยัติ, ปฏิบัติ, และปฏิเวธ บุพภาคการศึกษาเริ่มต้นที่สัมมาทิฐิแล้ว พัฒนาที่การใช้อินทรีย์ ซึ่งมีปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการเป็นตัวหนุนผ่านหลักหมวดธรรม ๗ ประการ มีกัลยาณมิตตตา เป็นต้นนำสู่สิกขา วิธีการศึกษา คือการใช้หลักไตรสิกขา ผ่านหลักวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า อริยมรรค ทำให้เนื้อหาของการศึกษาดำเนินไปสู่เป้าหมายที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา คือ อริยบุคคล ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรให้กับสังคมและทำให้เกิดคุณสมบัติในตัวผู้ได้รับการศึกษา คือ มีปัญญาและกรุณา ในขั้นการประเมินผลการศึกษาใช้หลักภาวนาเป็นตัวชี้วัด มีภาวิตกาย เป็นต้น ผู้มีภาวนาครบ ชื่อว่าจบการศึกษา โดยใช้หลักธรรมที่เป็นสาระสำคัญในการอธิบายทฤษฎีการศึกษาเชิงพุทธ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นต้น เชื่อมโยงผ่านการศึกษาที่มุ่งสู่มนุษย์สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต การบริโภค สภาพสังคมและสรรพสิ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม
ในแง่การเสพบริโภค นอกจากกระบวนการศึกษาแล้วปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก ก็คือ การสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางเศรษฐกิจ คือ
คำว่า “เศรษฐกิจ” (Economy) หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และอย่างประหยัดที่สุด
ส่วนคำว่า สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึงสถาบันสังคมสถาบันหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด สถาบันเศรษฐกิจนี้ มีส่วนประกอบที่เป็นกิจกรรมอยู่ ๓ ประการ คือ การผลิต การแจกจำหน่าย และการบริโภค
เนื่องจากสถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันสังคมที่สำคัญมากสถาบันหนึ่ง จึงมีหน้าที่ต่อสังคมซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคอย่างแยกกันไม่ได้
การผลิต หมายถึง การสร้างและการหาผลิตผลหรือการบริการมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เช่น การผลิตอาหาร การผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคเครื่องอำนวยความสะดวกต่อชีวิตของมนุษย์
สำหรับการบริการก็มี เช่น การศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล การบันเทิง การสาธารณูปโภค การคมนาคม เป็นต้น
การผลิตต่าง ๆ เหล่านี้ มีบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ชาวนาผลิตอาหาร กรรมกรผลิตสินค้าในโรงงาน แพทย์ดูแลรักษาพยาบาล พนักงานขับรถโดยสารให้บริการด้านการคมนาคม เป็นต้น
การผลิตนอกจากอาศัยบุคคลแล้วยังต้องอาศัยทุน ทรัพยากร และการจัดการ การจำหน่ายจ่ายแจก สถาบันเศรษฐกิจมีหน้าที่ในการแจกจ่ายหรือกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่สมาชิกของสังคม โดยมีตลอดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และมีสถาบันอื่น ๆ ช่วยสนับสนุน เช่น สถาบันการเงิน นายหน้า คนกลางหรือพ่อค้า เป็นผู้ดำเนินการ
การบริโภค เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะทำการบริโภคหรือใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตมาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดและความสะดวกในการดำเนินชีวิต หากปราศจากการบริโภคสถาบันเศรษฐกิจจะอยู่ไม่ได้
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเรื่องเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ เพราะพระพุทธศาสนาเห็นว่าเป้าหมายของคนในสังคมต้องการความสุขและความสุขนี้แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับโลกิยะ เป็นเรื่องของปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่มีความต้องความสุขขั้นพื้นฐานโดยรวมมี ๔ ประการ คือ ความสุขเกิดจากมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ความสุขจากการไม่เป็นหนี้สิน และเกิดจากมีงานทำที่สุจริต แต่ความสุขดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์คือ ประโยชน์ในปัจจุบันมี ๔ ประการ คือ
๑) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
๒) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการดูแลรักษา
๓) กัลยาณมิตตตา มีมิตรที่ดี
๔) สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอดี
หลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักปฏิบัติให้ถึงความสุขระดับโลกิยะได้อย่างสมบูรณ์
๒. ระดับโลกุตตระ เป็นการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมของแต่บุคคลที่จะสามารถขัดเกลากิเลสให้เบาบางและหมดไปในที่สุดจนถึงเป้าหมาย คือ ความสุขอันสูงสุดกล่าว คือ พระนิพพาน
นอกจากนี้ยังมีหลักในการบริโภคปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในสังคมที่จะต้องใช้สอยหลักการดังกล่าวนี้ คือ ปัจจเวกขณะ ได้แก่การพิจารณาอยู่เนืองๆ ในการบริโภคปัจจัย ๔ อย่างมีสติตลอดเวลา โดยคำนึงถึงคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมของปัจจัย ๔ ที่บริโภคอยู่อย่างถูกต้องและมีสติก็จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการบริโภคผ่านหลักการระลึกถึงบุคลอื่นๆ เพื่อลดการเห็นแก่ตัว ที่ เรียกว่า หลักสาราณียธรรม คือ บริโภคโดยไม่แบ่งแยก ลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต บริโภคร่วมกับเพื่อพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณียธรรมแม้นี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
หลักการบริโภคเชิงพุทธ
จะต้องเริ่มต้นจากการบริโภคอย่างมี “สัมมาทิฐิ” เป็นเบื้องต้น คือ ความเข้าใจตามนัยเหตุผล ค่านิยม อุดมการณ์ แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิต ตลอดจนทัศนคติพื้นฐานที่สืบเนื่องจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิต สังคม และการบริโภคอย่างมาก
การบริโภคนั้นเป็นภาพสะท้อนในแง่การปฏิบัติ เช่น เมื่อคนชอบความมั่งมีในเชิงวัตถุ มักจะเห็นว่าความพรั่งพร้อมในการบริโภคทางวัตถุส่วนตัวเป็นจุดหมายชีวิต เป็นเครื่องวัดความสำเร็จของบุคคลและเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ เขาย่อมดิ้นรนขวนขวายเพื่อแสวงหาการเสพบริโภคทางวัตถุนั้นๆ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการเสพบริโภคเพื่อสนองความอยาก คือ ตัณหา
การบริโภคเชิงพุทธจึงต้องใช้โยนิโสมนสิการเป็นตัวกำกับ นำ และควบคุมความประพฤติ เพื่อให้การบริโภคนั้น เป็นสภาพเอื้อไปสู่การศึกษาหรือกระบวนการแห่งไตรสิกขา ได้แก่การบริโภคที่เป็นพรหมจรรย์ คือ
ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สิกขา
สิกขา หมายถึง การศึกษา, การสำเหนียก, ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง คือ
๑. อธิศีลสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องศีล
๒. อธิจิตตสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องจิต
๓. อธิปัญญาสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา
สิกขา นั้นแปลว่า ศึกษา สิกฺขา เป็นภาษาบาลี สันสกฤตเป็น ศิกฺษา เป็นไทยว่า ศึกษา เป็นคำๆ เดียวกัน ฉะนั้น หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงเรียกชื่ออย่างหนึ่งว่าการศึกษา
ได้แก่ การดำเนินชีวิตหรือหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา ที่นำเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสำคัญ เป็นเนื้อแท้ของการดำเนินชีวิต และทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นการศึกษา ภารกิจที่สำคัญของการศึกษาจึงได้แก่ การช่วยให้บุคคลเกิดทัศนคติที่ถูกต้อง คือรู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น และสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นตามที่ควรจะเป็น ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคม ไม่ให้มองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายตามอำนาจกิเลสตัณหา แต่การที่จะทำให้เกิดการพัฒนาปัญญาจนเข้าถึงภาวะสงบเย็น ที่สลายตัณหา มานะ ทิฐิ ได้ก็ต้องพัฒนาตน โดยพัฒนาเริ่มต้นที่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ จากการใช้ตา หู เพื่อเสพ มาสู่การใช้ตา หู เพื่อศึกษา อันนี้คือจุดเริ่มที่แท้ของการศึกษา ซึ่งเป็นจุดสำคัญมาก มนุษย์ใช้ตา หู อย่างไร
(๑) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้สึกคือเอาสิ่งทั้งหลายมาบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้นของตน ให้มีความสุขความเพลิดเพลินชื่นชอบใจ เรียกว่า เสพ, หรือบริโภค
(๒) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้คือใช้เรียนรู้ เรียกว่า ศึกษา
ตรงนี้เป็นจุดแยกที่สำคัญ เมื่อมีการศึกษาที่ถูกต้อง มนุษย์เริ่มพัฒนา ก็ต้องรู้จักใช้ตา หู เพื่อการศึกษา ดังนั้น ย้ายจากความเป็นนักเสพบริโภคคนก็จะพัฒนาความเป็นนักศึกษาขึ้นมา นักศึกษาก็คือ บุคคลที่รู้จักใช้ ตา หู มิใช่เพียงเพื่อเสพบริโภค แต่ใช้เพื่อเรียนรู้ การศึกษาในทางพระพุทธศาสนามิได้มุ่งไปที่ผู้สอน แต่มุ่งที่ผู้ศึกษา คือความปรารถนาที่จะเป็นผู้สามารถรู้เอง, เห็นเอง, และทำได้เอง โดยมีการสร้างสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นก่อน สัมมาทิฐิ เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมที่ต้องพัฒนาให้บริสุทธิ์ ชัดเจน เป็นอิสระมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นการตรัสรู้ในที่สุด
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือปัจจัยที่จะเอื้อต่อระบบและกระบวนการแห่งการศึกษาภายในตัวบุคคล กระบวนนี้แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา แปลว่า หลักการศึกษา ๓ ประการ คือ
(๑) การฝึกฝนอบรม ในด้านความประพฤติ (Training in Higher Morality) ระเบียบวินัย ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ เรียกว่า ศีล ได้แก่ การรู้จักประมาณในการบริโภคเชิงวัตถุ
(๒) การฝึกอบรมทางจิตใจ (Training in Higher Mentality) การปลูกฝังคุณธรรมสร้างเสริมคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพของจิต เรียกว่า สมาธิ หรือการรู้จักควบคุมความต้องการบริโภคทาง จิตใจที่เป็นเรื่องของตัณหาล้วนๆ
(๓) การฝึกฝนอบรมทางปัญญา (Training in Higher Wisdom) ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้แก้ปัญหาไปตามแนวทางเหตุผลรู้เท่าทันโลกและชีวิต จนสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆ ดับกิเลสดับทุกข์ได้ เป็นอยู่ด้วยจิตใจอิสระผ่องใสเบิกบาน เรียกว่า ปัญญา หรือได้แก่การพิจารณาก่อนจะบริโภค คือ บริโภคเพื่อเป็นปัจจัยหนุนตัว สติ เพื่อเป็นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมวินัย นี่เป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเต็มระบบ
วัตถุประสงค์ของการบริโภคในพระพุทธศาสนา
จากกระบวนการบริโภคเชิงพุทธข้างต้น ทำให้กระบวนการพัฒนาชีวิตก้าวหน้าต่อไปอีก กล่าวคือ เมื่อได้เรียนรู้ผ่านการบริโภค ก็จะทำให้แยกได้ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ยังไม่ดี ระหว่างสิ่งที่สมบูรณ์กับสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ระหว่างสิ่งที่อยู่ในภาวะที่ควรจะเป็นกับสิ่งที่ยังไม่เข้าถึงภาวะที่ควรจะเป็น พอแยกได้อย่างนั้นแล้ว บุคคลก็อยากให้สิ่งนั้นอยู่ในภาวะที่ดี ที่สมบูรณ์ ที่ควรจะเป็น ถึงตอนนี้ ก็จะเกิดความอยาก (ฉันทะ) หรือความต้องการชนิดใหม่ คือ ต้องการให้มันดี ให้มันสมบูรณ์ เรียกง่ายๆ ว่า ใฝ่ดี เมื่ออยากให้มันดี แต่มันยังไม่ดี ก็อยากทำให้มันดี ความอยากทำให้มันดีนี้ เรียกว่า ความใฝ่สร้างสรรค์ เมื่ออยากทำให้มันดี ก็พยายามที่จะทำ เมื่อทำด้วยความต้องการที่จะทำ เขาก็จะมีความสุขจากการกระทำ และเมื่อทำให้ดีได้ก็จะยิ่งมีความสุข เรียกว่า ความสุขจากการสร้างสรรค์ ตรงนี้แหละเป็นเป้าหมายของการบริโภคเชิงพุทธ ได้แก่ การฝึกหรือใช้การบริโภคเป็นจุดเริ่มเพื่อที่จะพัฒนา คือ ความใฝ่สร้างสรรค์ และการมีความสุขจากการทำการสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคนให้เกิดความต้องการทำให้ดี และการมีความสุขจากการกระทำที่สนองความต้องการนั้น
ผลสัมฤทธิ์ของการบริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนของการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการบริโภคเชิงพุทธ คือ มรรค ผล และนิพพาน อันเป็นอริยบุคคลที่เรียกว่า พระอรหันต์ บุคคลที่บริโภคอย่างไม่เป็นทาสของกิเลส มี ๔ จำพวก คือ
๑. พระโสดาบันบุคคล แปลว่า ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก สามารถละโอรัมภาคิยสังโยชน์อันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค คือ ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระโสดาบันหรือญาณคือ ความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ
๒. พระสกทาคามีบุคคล แปลว่า ผู้จะเกิดอีกครั้งเดียว หรือผู้จะมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการได้เหมือนขั้นโสดาบัน พร้อมกับบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
๓. พระอนาคามีบุคคล แปลว่า ผู้ไม่มาสู่โลกนี้อีก หมายความว่าหลังจากตายไปแล้วท่านจะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหันตผลในที่นั้น ละสังโยชน์ได้เพิ่มจากเดิมอีก ๒ ประการ คือ ๑) กามราคะ
๒) ปฏิฆะ หรือ พยาบาท รวมเป็น ๕ ประการ ซึ่งเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
๔. พระอรหันต์ มีความหมายเป็น ๕ นัย คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส, กำจักข้าศึกคือกิเลส, เป็นผู้หักซี่กำแห่งสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด, เป็นผู้ควรรับไทยทาน, เป็นผู้ไม่มีความลับในการทำบาป และเป็นอเสขะคือจบการศึกษา และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพาน
โดยนัยนี้ คนที่บรรลุวัตถุประสงค์วิธีการใช้สอยปัจจัย ๔ หรือ การรู้จักพิจารณาบริโภคในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะพ้นจากอำนาจครอบงำของความรู้สึกฝ่ายตัณหา ขึ้นมาสู่ความปลอดโปร่งชื่นบานแห่งความรู้ความเข้าใจฝ่ายปัญญา และสามารถดำรงตนในฐานะกัลยาณมิตรให้กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ คือ กระบวนการแห่งการบริโภคเชิงพุทธ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราเรียกว่า พระธรรมวินัย
เกณฑ์การตัดสินหรือหลักการตัดสิน “การบริโภค”
คือ สิ่งใดที่เรียกว่า บริโภคด้วยปัญญา และสิ่งใดที่เรียกว่าบริโภคเพื่อเสพด้วยตัณหา ดังนี้ ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้แก่นางมหาปชาบดีโคตมีมีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่าการบริโภคเช่นไรเป็นเชิงพุทธหรือเช่นไรผิดหลักพุทธ ซึ่งได้กล่าวเป็นเกณฑ์หลักว่า ธรรมหรือคำสอนอันใดเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่าธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าว หรือประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายกำหนัด คลายความติดหรือไม่ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลายการหลุดจากความทุกข์ไม่ประกอบด้วยความทุกข์ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ เป็นไปเพื่อความปวิเวก ความสงัด เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่ายหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าบริโภคไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าผิดหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นไปตามหลักนี้เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการบริโภคเชิงพุทธที่ถูกต้องดีงาม
ยังมีหลักธรรมคล้ายๆกันอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยมี ๗ ประการ คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อเอกันตนิพพิทา เพื่อความเบื่อหน่ายโดยสิ้นเชิง เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าพระธรรมวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ก็ไม่ใช่ หลักการทั้งสองประการนี้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยลักษณะของการบริโภคทางพระพุทธศาสนาได้ดีมากในเวลาที่ผู้ศึกษาเกิดความไม่แน่ใจหรือไขว้เขวต่อวิธีการหาข้อสรุปที่ชัดเจนในทางพระพุทธศาสนา
สรุป
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือ การบริโภคอย่างมี สติ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เพื่อบริโภคในการเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม คือการบริโภคเพื่อการศึกษา อันจะนำไปสู่การไม่ตกเป็นทาสตัณหา คือ ความเป็นอิสรภาพในขั้นอายตนะคือ เพื่อเรียนรู้มิใช่เพื่อเสพ และควบคุมการปรุงแต่งทางความต้องการทางใจหรือตัณหา และเพื่อพิจารณาส่งเสริมต่อการใช้ปัญญา อันจะนำไปสู่ ความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าวางไว้มาเป็นเกณฑ์การตัดสิน
ภาคผนวก
แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว )
สังคมไทยในปัจจุบัน มีวิถีการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของเศรษฐกิจกระแสหลัก ด้วยมนุษย์ต้องดำเนินชีวิตอิงอาศัยปัจจัยสี่ จึงมีการแลกเปลี่ยนทางเงินตราเพื่อเป็นปัจจัยในการซื้อขายสิ่งยังชีพเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ แต่ว่าการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมิได้มีเพียงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายในคือการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญาเพื่อจัดสรรชีวิตให้เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นเป็นที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งมีหลักปรัชญา คือ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการประยุกต์วิถีทางเศรษฐกิจพื้นฐานจากบริบทสังคมไทยดั้งเดิมโดยดำรงและปฏิบัติตนตามสภาพวิถีแห่งวัฒนธรรมไทยอย่างที่ควรจะเป็นด้วยการมองโลกเชิงระบบที่มีพลวัติ มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่ทวนกระแสเงินตราแต่ให้กลับมาสู่การดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองคือ การทำมาหากินตามศักยภาพของตนอย่างมีคุณภาพและความสุข เป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณลักษณะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางตามอิทธิพลพระพุทธศาสนาผ่านการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คือ ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ ได้แก่
(๑) ความพอประมาณ หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอดี
(๒) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล
(๓) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอดี คือ อาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ต้องประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาวะสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค คำว่าพอเพียงเป็นทัศนะแม่บท ที่คนไทยต้องนำมาใช้จัดสรรผ่านองค์ความรู้ท้องถิ่น ด้วยการรู้จักใช้ปัญญา พึ่งพาตนเองได้ จึงจะเป็นวิถีชีวิตพอเพียงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนี้แล.
--------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
๑.๑ พระไตรปิฎก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เล่มที่ ๑, เล่มที่ ๔, เล่มที่ ๑๑, เล่มที่ ๑๒, เล่มที่ ๒๕,เล่มที่ ๒๐,เล่มที่ ๒๙, เล่มที่ ๓๐,
เล่มที่ ๓๑, เล่มที่ ๓๖, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ,
๒๕๓๙.
๑.๒ อรรถกถา
วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกาปาราชิกกณฺฑ สํฆาทิเสสาทิมหาวคฺคาทิอฏฺฐกถา (ภาษาบาลี). เล่มที่ ๑.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๓ หนังสือ
คณาจารย์ภาควิชาสังคม. สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๓๔.
จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๘,กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๐.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร :
นานมีบุ๊ค, ๒๕๔๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติ ในยุคโลกไร้พรมแดน. พิมพ์
ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๑.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ. สังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๔.
สัญญา สัญญาวิวัฒน์. หลักสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓.
------------------------. พุทธสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์, ๒๕๓๓.
แสง จันทร์งาม. พุทธศาสนวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพ ฯ : เจริญกิจ, ๒๕๓๕.

--------------------------------------------------