วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาในสังคมบริโภค

พิธีกรรม คือ อะไร
พิธีกรรมทางศาสนา หมายถึง แบบอย่างหรือแบบแผนต่าง ๆ ที่พึงปฏิบัติทางพระศาสนา โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา และเกิดขึ้นภายหลังพระศาสนาบุญกิริยาวัตถุ นี้เอง เป็นต้นเหตุให้เกิดศาสนพิธีต่าง ๆ คือ
๑. รับศีล ปรับปรุงกายวาจาให้เรียบร้อยก่อน
๒. ภาวนา คือฟังพระสวดหรือเทศน์ให้จิตผ่องใสสบาย
๓. ทาน คือถวายสิ่งของแก่พระ
หมายความว่า ๑. ศีล ๒. ภาวนา ๓. ทาน ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นหลักในการทำบุญในพระพุทธศาสนา
พิธีกรรมทางพุทธศาสนาแยกไว้เป็น ๔ หมวด คือ
๑. หมวดกุศลพิธี : ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล
๒. หมวดบุญพิธี : ว่าด้วยพิธีทำบุญ
๓. หมวดทานพิธี : ว่าด้วยพิธีถวายทาน
๔. หมวดปกิณณกะ : ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด
ความสำคัญของพิธีกรรมและพิธีกรรมทางศาสนา
พิธีกรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเพณีและวัฒนธรรม มนุษย์ในสังคมที่เจริญแล้วต่างก็มีประเพณีและพิธีกรรมที่เฉพาะของตน พิธีกรรมเป็นเครื่องชี้ถึงความสามัคคีความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ สำหรับประเทศไทยซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนั้น พิธีกรรมส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของศาสนา เช่น การทำบุญตักบาตร การไหว้พระสวดมนต์ การทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อและหลักการของพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น พิธีกรรมที่เกี่ยวกับศาสนานี้ เรียกว่า ศาสนาพิธี ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ
๑. ศาสนพิธีสำหรับพระ หมายถึง ระเบียบพิธีที่พระสงฆ์จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เช่น พิธีอุปสมบท พิธีสวดปาติโมกข์ เข้าพรรษา รับกฐิน เป็นต้น ซึ่งแต่ละพิธีนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบของคณะสงฆ์ เวลาและสถานที่ ที่เฉพาะสำหรับพิธีนั้น ๆ ในส่วนที่เป็นระเบียบตามประเพณีนิยม เช่น กิจวัตรประจำวันที่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกบิณฑบาต การทำวัตรเช้า เย็น การศึกษาพระธรรมวินัย การสั่งสอนพระธรรมให้กับประชาชนทั่วไป
๒. ศาสนพิธีสำหรับชาวบ้าน เป็นระเบียบแบบแผนที่ผู้นับถือพุทธศาสนาจะต้องปฏิบัติ ซึ่งแบ่งออกเป็นหมวดต่าง ๆ คือ
๒.๑) กุศลพิธี เป็นพิธีเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ได้แก่
(๑) การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
(๒) การรักษาอุโบสถศีล
(๓) การเวียนเทียนในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา
๒.๒) บุญพิธี เป็นพิธีทำบุญตามประเพณีนิยม มี ๒ ประเภท คือ
(๑) การทำบุญเนื่องในงานมงคล คือ การทำบุญเพื่อความสุขความเจริญ เช่น การทำบุญวันเกิด งานมงคลสมรส เป็นต้น
(๒) การทำบุญเนื่องในงานอวมงคล คือ การทำบุญในงานศพ การทำบุญเนื่องในวันครบวันตาย ๑๐๐ วัน เป็นต้น
๒.๓) ทานพิธี ได้แก่ การถวายทานโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งมี ๒ ประเภท คือ
(๑) ปาฏิบุคลิกทาน ได้แก่ ทานที่ทำถวายเฉพาะเจาะจงบุคคล เลือกวัด เลือกพระสงฆ์ที่จะถวาย
(๒) สังฆทาน ได้แก่ ทานที่ถวายแก่สงฆ์โดยส่วนรวม โดยไม่เลือกวัดและพระสงฆ์ที่รับทาน เช่น การถวายสังฆทาน การทำบุญตักบาตร เป็นต้น
๒.๔) ปกิณณกพิธี เป็นพิธีเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวข้องกับพิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น การแสดง ความเคารพพระสงฆ์ การอาราธนา การประเคนของ การนิมนต์พระ การกรวดน้ำ เป็นต้น
ประโยชน์ของพิธีกรรม
คนเป็นจำนวนมากที่เห็นพิธีกรรมเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระและเสียเวลาโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะผู้ประกอบพิธีกรรมเหล่านั้น ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงระเบียบวิธีและแก่นแท้ของพิธีกรรมนั้น ๆ จึงทำให้เห็นเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีเหตุผลและงมงาย แท้จริงแล้ว พิธีกรรมทางศาสนามีประโยชน์มากมาย เช่น
๑) เป็นเครื่องมือสืบทอดพระพุทธศาสนา
๒) ทำให้เกิดความรักและสามัคคีของคนในสังคมนั้น ๆ
๓) แสดงถึงความเจริญทางจิตใจของคนในสังคม
๔) เป็นเครื่องจูงใจให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว
๕) ทำให้เกิดความอิ่มเอิบใจ
คุณลักษณะของพิธีกรรมที่ดี พิธีกรรมที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
๑) วัตถุประสงค์ เชิงศีลธรรม
(๑.๑) เพื่อให้เกิดกุศล
(๑.๒) เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
(๑.๓) เพื่อความสงบและร่มเย็นของสังคม
๒) วัตถุประสงค์ เชิงสังคม
(๒.๑) ความสามัคคีของหมู่คณะ
(๒.๒) ความอยู่รอดของศาสนา
(๒.๓) สร้างศรัทธาในศาสนา
๓) กระบวนการ
(๓.๑) ตรงไปตรงมา
(๓.๒) เรียบง่าย
(๓.๓) ไม่ฟุ่มเฟือย
(๓.๔) ไม่มีพิธีการมาก
เครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยในพิธีกรรมทางศาสนา พอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
เครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัยในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล มี ๓ อย่าง คือ
๑) ธูปสำหรับบูชาพระพุทธเจ้า
การจุดธูปสำหรับบูชาพระพุทธเจ้านั้น นิยมจุดบูชาครั้งละ ๓ ดอก โดยมีความหมายว่า พระพุทธเจ้านั้นมีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ๓ ประการ คือ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ธูปทั้ง ๓ ดอก จึงจุดเพื่อบูชาพระพุทธคุณทั้ง ๓ ประการนี้ ธูปสำหรับจุดบูชาพระพุทธเจ้านั้น นิยมใช้ธูปที่มีกลิ่นหอมที่มีลักษณะตรงข้ามกับกลิ่นหอมที่ชาวโลกนิยมใช้กันอยู่ คือ เป็นกลิ่นหอมเมื่อได้สูดดมแล้วทำให้เกิดจิตฟุ้งซ่านไม่สงบ แต่กลิ่นหอมของธูปจะทำให้กิเลสยุบตัวลง จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน นอกจากนั้นแม้ธูปจะไหม้หมดแล้วกลิ่นหอมของธูปก็ยังอบอวลอยู่ในบริเวณนั้นเป็นเวลานาน เปรียบได้กับพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าที่เข้าถึงจิตใจของบุคคลอยู่ตลอดเวลา แม้พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานไปนานถึง ๒ พันกว่าปีมาแล้วก็ตาม
๒) เทียนสำหรับบูชาพระธรรม
การจุดเทียนบูชาพระธรรมนั้นนิยมจุดบูชาครั้งละ ๒ เล่มโดยมีความหมายว่า พระธรรมอันเป็นคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มี ๒ ประเภท คือ พระวินัย สำหรับฝึกหัดกายวาจา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและพระธรรมสำหรับจิตใจให้ระงับความชั่วและทุจริตทุกประการ เทียน ๒ เล่ม ก็เพื่อบูชาพระวินัย ๑ เล่ม และบูชาพระธรรม ๑ เล่ม เทียนสำหรับบูชาพระธรรมนั้น นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียนการใช้เทียนบูชาพระธรรมนั้น เพื่อแสดงว่าเทียนที่จุดขึ้น ณ ที่ใดย่อมกำจัดความมือของสถานที่นั้น ๆ ออกไปทำให้เกิดความสว่างเปรียบได้กับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น หากผู้ใดได้ศึกษาจนเกิดความรู้ความเข้าใจแล้วย่อมกำจัดความมืด คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาในจิตใจของบุคคลนั้น ๆ ให้หายหมดไป ทำให้เกิดแสงสว่าง คือ ปัญญาขึ้นภายในจิตใจของตน
๓) ดอกไม้สำหรับบูชาพระสงฆ์
การจัดดอกไม้เพื่อบูชาพระสงฆ์ มีความหมายว่า ดอกไม้นานาชนิดที่นำมาจัดไว้ในแจกันนั้น เมื่อยังอยู่ ณ ต้นของมัน ก็ย่อมมีความสวยงามตามสมควรแก่สภาพของพันธุ์ไม้นั้น ๆ ถ้าหากเราเก็บดอกไม้มากองรวมกัน โดยมิได้จัดสรรตกแต่ง ย่อมจะหาความเป็นระเบียบสวยงามมไม่ได้ เมื่อมีช่างจัดดอกไม้นำมาใส่แจกันหรือภาชนะอื่น ๆ ประดับให้เป็นระเบียบก็เกิดความสวยงามน่าดูเปรียบได้กับพระสงฆ์สมัยเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์อยู่นั้น ย่อมมีกิริยามารยาทและจิตใจเรียบร้อยตามควรแก่ฐานะและตระกูลของตน บ้างก็มีจิตใจอ่อนโยน บ้างก็มีจิตใจหยาบกระด้างครั้นเมื่อคฤหัสถ์เหล่านั้นซึ่งต่างชาติต่างฐานะต่างตระกูลกันเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีระเบียบแบบแผนเดียวกันก็จะทำให้พระสงฆ์เหล่านั้น ไม่มีความเป็นระเบียบ และไม่เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่ผู้ที่พบเห็น ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ได้กำหนดพระธรรมวินัยไว้ให้เป็นแบบแผนในการปฏิบัติก็เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยน่าเคารพบูชาเหมือนเหล่าดอกไม้ที่ได้จัดไว้อย่างดีแล้ว ดอกไม้สำหรับใช้บูชาพระสงฆ์นั้น นิยมใช้ดอกไม้ที่มีลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑. มีสีสวย
๒. มีกลิ่นหอม
๓. กำลังสดชื่น
จึงมีการเปลี่ยนดอกไม้ที่ใช้บูชาพระประจำวันอยู่เสมอ อันเป็นนิมิตหมายของความสดชื่น รุ่งเรือง ไม่ปล่อยให้เหี่ยวแห้ง อันแสดงถึงความเสื่อมโทรม
ตัวอย่าง การบูชาพระประจำวัน
การบูชาพระประจำวันของพุทธศาสนานิกชนนิยมทำกันวันละ ๒ ครั้ง คือ ก่อนออกจากบ้านและก่อนนอน การบูชาพระก่อนออกจากบ้าน จะกระทำในเวลาเช้าเมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปยังที่บูชาพระ นักคุกเข่าจุดเครื่องสักการะ คือ
(๑) จุดเทียน ๑ เล่ม ขวาของพระพุทธรูปก่อนแล้วจึงจุดเทียนเล่มซ้าย
(๒) จุดธูป ๓ ดอก แล้วปักที่กระถางโดยปักเรียงกัน แล้วกราบพระรัตนตรัยแบบเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย
แนวคิดและเกณฑ์การตัดสินพิธีกรรม : ด้วยแนวคิดวิธีการบริโภคเชิงพุทธ
ในกระแสความเจริญของอารยธรรมโลกในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลให้สังคมโลกเกิดกระแสการเสพบริโภคในเชิงวัตถุและเทคโนโลยี กระแสของการเสพบริโภคถูกปลุกเร้าจากการเป็นผู้เสพมากกว่าผู้ผลิต ถูกนำเสนอผ่านสื่อและโฆษณา โดยมีภาพของความสะดวกสบายเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ผู้คนในโลกเกิดการแสวงหาและแข่งขันกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ว่าลักษณะการเสพบริโภคกับไม่มีความสมดุลในทางการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ จนเกิดปัญหาด้านต่างๆขึ้น เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตามมา เหตุเพราะการบริโภคนั้นมี ๒ กระแสหลัก คือ
๑. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นผู้ผลิต
๒. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนฐานของการเสพเพียงอย่างเดียว
จากกระแสการบริโภค ๒ สายนี้ ก่อเกิดความไม่สมดุลในการดำเนินชีวิตของบุคคล ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นประเทศผู้ผลิต การบริโภคนั้นมีฐานของการผลิตที่ทำให้ผู้คนสามารถที่จะสร้างสรรค์วัตถุ และสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพทางการผลิตและพัฒนาความเจริญในทางวัตถุได้มากขึ้น กลุ่มที่สองเป็นประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ลาว เขมร เป็นต้น ซึ่งการผลิตเทคโนโลยียังล้าหลังและความคิดสร้างสรรค์ยังมิได้ถูกพัฒนา ทั้งนี้มิได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีภูมิปัญญา เพียงแต่พลังการส่งเสริมวัฒนธรรมการผลิตไม่เข้มแข็ง จึงทำให้การเสพบริโภคกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำได้ง่ายมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในทางพระพุทธศาสนาการบริโภค เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนให้กับกระบวนการศึกษาหรือสิกขา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของความเป็นมนุษย์เท่านั้น การบริโภคเป็นปัจจัยระดับพื้นฐานของการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีงาม การบริโภคที่เป็นสัมมาทิฐิจะต้องบริโภคเพื่อพัฒนาศีล สมาธิปัญญา โดยใช้กระบวนทัศน์ทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการบริโภค “ปัจจัย ๔ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช หรือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค”
พิจารณาเนื้อหาหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมายเฉพาะในฐานะวิธีครองชีวิตแบบหนึ่ง มีเนื้อหาหลัก คือ หลักสัจธรรมและหลักปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในอัตถะประโยชน์ ๓ เป็นบริบทพื้นฐาน การศึกษาเชิงพุทธ ก็คือ การฝึกฝนพัฒนามนุษย์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ใช้หลักโพธิศรัทธาเป็นสภาพเอื้อให้เกิดจิตสำนึกในการศึกษา ซึ่งมีศูนย์รวมของการศึกษาที่ “ปัญญา” ผ่านกระบวนการปริยัติ, ปฏิบัติ, และปฏิเวธ บุพภาคการศึกษาเริ่มต้นที่สัมมาทิฐิแล้ว พัฒนาที่การใช้อินทรีย์ ซึ่งมีปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการเป็นตัวหนุนผ่านหลักหมวดธรรม ๗ ประการ มีกัลยาณมิตตตา เป็นต้นนำสู่สิกขา วิธีการศึกษา คือการใช้หลักไตรสิกขา ผ่านหลักวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า อริยมรรค ทำให้เนื้อหาของการศึกษาดำเนินไปสู่เป้าหมายที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา คือ อริยบุคคล ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรให้กับสังคมและทำให้เกิดคุณสมบัติในตัวผู้ได้รับการศึกษา คือ มีปัญญาและกรุณา ในขั้นการประเมินผลการศึกษาใช้หลักภาวนาเป็นตัวชี้วัด มีภาวิตกาย เป็นต้น ผู้มีภาวนาครบ ชื่อว่าจบการศึกษา โดยใช้หลักธรรมที่เป็นสาระสำคัญในการอธิบายทฤษฎีการศึกษาเชิงพุทธ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นต้น เชื่อมโยงผ่านการศึกษาที่มุ่งสู่มนุษย์สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต การบริโภค สภาพสังคมและสรรพสิ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม
ในแง่การเสพบริโภค นอกจากกระบวนการศึกษาแล้วปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก ก็คือ การสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางเศรษฐกิจ คือ
คำว่า “เศรษฐกิจ” (Economy) หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และอย่างประหยัดที่สุด
ส่วนคำว่า สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึงสถาบันสังคมสถาบันหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด สถาบันเศรษฐกิจนี้ มีส่วนประกอบที่เป็นกิจกรรมอยู่ ๓ ประการ คือ การผลิต การแจกจำหน่าย และการบริโภค
เนื่องจากสถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันสังคมที่สำคัญมากสถาบันหนึ่ง จึงมีหน้าที่ต่อสังคมซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคอย่างแยกกันไม่ได้
การผลิต หมายถึง การสร้างและการหาผลิตผลหรือการบริการมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เช่น การผลิตอาหาร การผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคเครื่องอำนวยความสะดวกต่อชีวิตของมนุษย์
สำหรับการบริการก็มี เช่น การศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล การบันเทิง การสาธารณูปโภค การคมนาคม เป็นต้น
การผลิตต่าง ๆ เหล่านี้มีบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ชาวนาผลิตอาหาร กรรมกรผลิตสินค้าในโรงงาน แพทย์ดูแลรักษาพยาบาล พนักงานขับรถโดยสารให้บริการด้านการคมนาคม เป็นต้น
การผลิตนอกจากอาศัยบุคคลแล้วยังต้องอาศัยทุน ทรัพยากร และการจัดการ การจำหน่ายจ่ายแจก สถาบันเศรษฐกิจมีหน้าที่ในการแจกจ่ายหรือกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่สมาชิกของสังคม โดยมีตลอดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และมีสถาบันอื่น ๆ ช่วยสนับสนุน เช่น สถาบันการเงิน นายหน้า คนกลางหรือพ่อค้า เป็นผู้ดำเนินการ
การบริโภค เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะทำการบริโภคหรือใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตมาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดและความสะดวกในการดำเนินชีวิต หากปราศจากการบริโภคสถาบันเศรษฐกิจจะอยู่ไม่ได้
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเรื่องเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ เพราะพระพุทธศาสนาเห็นว่าเป้าหมายของคนในสังคมต้องการความสุขและความสุขนี้แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับโลกิยะ เป็นเรื่องของปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่มีความต้องความสุขขั้นพื้นฐานโดยรวมมี ๔ ประการ คือ ความสุขเกิดจากมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ความสุขจากการไม่เป็นหนี้สิน และเกิดจากมีงานทำที่สุจริต แต่ความสุขดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์คือ ประโยชน์ในปัจจุบันมี ๔ ประการ คือ
๑) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
๒) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการดูแลรักษา
๓) กัลยาณมิตตตา มีมิตรที่ดี
๔) สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอดี
หลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักปฏิบัติให้ถึงความสุขระดับโลกิยะได้อย่างสมบูรณ์
๒. ระดับโลกุตตระ เป็นการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมของแต่บุคคลที่จะสามารถขัดเกลากิเลสให้เบาบางและหมดไปในที่สุดจนถึงเป้าหมาย คือ ความสุขอันสูงสุดกล่าว คือ พระนิพพาน
นอกจากนี้ยังมีหลักในการบริโภคปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในสังคมที่จะต้องใช้สอยหลักการดังกล่าวนี้ คือ ปัจจเวกขณะ ได้แก่การพิจารณาอยู่เนืองๆ ในการบริโภคปัจจัย ๔ อย่างมีสติตลอดเวลา โดยคำนึงถึงคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมของปัจจัย ๔ ที่บริโภคอยู่อย่างถูกต้องและมีสติก็จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการบริโภคผ่านหลักการระลึกถึงบุคลอื่นๆ เพื่อลดการเห็นแก่ตัว ที่ เรียกว่า หลักสาราณียธรรม คือ บริโภคโดยไม่แบ่งแยก ลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต บริโภคร่วมกับเพื่อพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณียธรรมแม้นี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
หลักการบริโภคเชิงพุทธ
จะต้องเริ่มต้นจากการบริโภคอย่างมี “สัมมาทิฐิ” เป็นเบื้องต้น คือ ความเข้าใจตามนัยเหตุผล ค่านิยม อุดมการณ์ แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิต ตลอดจนทัศนคติพื้นฐานที่สืบเนื่องจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิต สังคม และการบริโภคอย่างมาก
การบริโภคนั้นเป็นภาพสะท้อนในแง่การปฏิบัติ เช่น เมื่อคนชอบความมั่งมีในเชิงวัตถุ มักจะเห็นว่าความพรั่งพร้อมในการบริโภคทางวัตถุส่วนตัวเป็นจุดหมายชีวิต เป็นเครื่องวัดความสำเร็จของบุคคลและเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ เขาย่อมดิ้นรนขวนขวายเพื่อแสวงหาการเสพบริโภคทางวัตถุนั้นๆ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการเสพบริโภคเพื่อสนองความอยาก คือ ตัณหา
การบริโภคเชิงพุทธจึงต้องใช้โยนิโสมนสิการเป็นตัวกำกับ นำ และคุมความประพฤติ เพื่อให้การบริโภคนั้น เป็นสภาพเอื้อไปสู่ การศึกษาหรือกระบวนการแห่งไตรสิกขา ได้แก่การบริโภคที่เป็น พรหมจรรย์ คือ
ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สิกขา
สิกขา หมายถึง การศึกษา, การสำเหนียก, ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง คือ
๑. อธิศีลสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องศีล
๒. อธิจิตตสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องจิต
๓. อธิปัญญาสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา
สิกขา นั้นแปลว่า ศึกษา สิกฺขา เป็นภาษาบาลี สันสกฤตเป็น ศิกฺษา เป็นไทยว่า ศึกษา เป็นคำๆ เดียวกัน ฉะนั้น หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงเรียกชื่ออย่างหนึ่งว่าการศึกษา
ได้แก่ การดำเนินชีวิตหรือหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา ที่นำเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสำคัญ เป็นเนื้อแท้ของการดำเนินชีวิต และทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นการศึกษา ภารกิจที่สำคัญของการศึกษาจึงได้แก่ การช่วยให้บุคคลเกิดทัศนคติที่ถูกต้อง คือรู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น และสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นตามที่ควรจะเป็น ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคม ไม่ให้มองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายตามอำนาจกิเลสตัณหา แต่การที่จะทำให้เกิดการพัฒนาปัญญาจนเข้าถึงภาวะสงบเย็น ที่สลายตัณหา มานะ ทิฐิ ได้ก็ต้องพัฒนาตน โดยพัฒนาเริ่มต้นที่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ จากการใช้ตา หู เพื่อเสพ มาสู่การใช้ตา หู เพื่อศึกษา อันนี้คือจุดเริ่มที่แท้ของการศึกษา ซึ่งเป็นจุดสำคัญมาก มนุษย์ใช้ตา หู อย่างไร
(๑) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้สึกคือเอาสิ่งทั้งหลายมาบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้นของตน ให้มีความสุขความเพลิดเพลินชื่นชอบใจ เรียกว่า เสพ, หรือบริโภค
(๒) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้คือใช้เรียนรู้ เรียกว่า ศึกษา
ตรงนี้เป็นจุดแยกที่สำคัญ เมื่อมีการศึกษาที่ถูกต้อง มนุษย์เริ่มพัฒนา ก็ต้องรู้จักใช้ตา หู เพื่อการศึกษา ดังนั้น ย้ายจากความเป็นนักเสพบริโภคคนก็จะพัฒนาความเป็นนักศึกษาขึ้นมา นักศึกษาก็คือ บุคคลที่รู้จักใช้ ตา หู มิใช่เพียงเพื่อเสพบริโภค แต่ใช้เพื่อเรียนรู้ การศึกษาในทางพระพุทธศาสนามิได้มุ่งไปที่ผู้สอน แต่มุ่งที่ผู้ศึกษา คือความปรารถนาที่จะเป็นผู้สามารถรู้เอง, เห็นเอง, และทำได้เอง โดยมีการสร้างสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นก่อน สัมมาทิฐิ เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมที่ต้องพัฒนาให้บริสุทธิ์ ชัดเจน เป็นอิสระมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นการตรัสรู้ในที่สุด
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือปัจจัยที่จะเอื้อต่อระบบและกระบวนการแห่งการศึกษาภายในตัวบุคคล กระบวนนี้แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา แปลว่า หลักการศึกษา ๓ ประการ คือ
(๑) การฝึกฝนอบรม ในด้านความประพฤติ (Training in Higher Morality) ระเบียบวินัย ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ เรียกว่า ศีล ได้แก่ การรู้จักประมาณในการบริโภคเชิงวัตถุ
(๒) การฝึกอบรมทางจิตใจ (Training in Higher Mentality) การปลูกฝังคุณธรรมสร้างเสริมคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพของจิต เรียกว่า สมาธิ หรือการรู้จักควบคุมความต้องการบริโภคทาง จิตใจที่เป็นเรื่องของตัณหาล้วนๆ
(๓) การฝึกฝนอบรมทางปัญญา (Training in Higher Wisdom) ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้แก้ปัญหาไปตามแนวทางเหตุผลรู้เท่าทันโลกและชีวิต จนสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆ ดับกิเลสดับทุกข์ได้ เป็นอยู่ด้วยจิตใจอิสระผ่องใสเบิกบาน เรียกว่า ปัญญา หรือได้แก่การพิจารณาก่อนจะบริโภค คือ บริโภคเพื่อเป็นปัจจัยหนุนตัว สติ เพื่อเป็นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมวินัย นี่เป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเต็มระบบ
วัตถุประสงค์ของการบริโภคในพระพุทธศาสนา
จากกระบวนการบริโภคเชิงพุทธข้างต้น ทำให้กระบวนการพัฒนาชีวิตก้าวหน้าต่อไปอีก กล่าวคือ เมื่อได้เรียนรู้ผ่านการบริโภค ก็จะทำให้แยกได้ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ยังไม่ดี ระหว่างสิ่งที่สมบูรณ์กับสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ระหว่างสิ่งที่อยู่ในภาวะที่ควรจะเป็นกับสิ่งที่ยังไม่เข้าถึงภาวะที่ควรจะเป็น พอแยกได้อย่างนั้นแล้ว บุคคลก็อยากให้สิ่งนั้นอยู่ในภาวะที่ดี ที่สมบูรณ์ ที่ควรจะเป็น ถึงตอนนี้ ก็จะเกิดความอยาก (ฉันทะ) หรือความต้องการชนิดใหม่ คือ ต้องการให้มันดี ให้มันสมบูรณ์ เรียกง่ายๆ ว่า ใฝ่ดี เมื่ออยากให้มันดี แต่มันยังไม่ดี ก็อยากทำให้มันดี ความอยากทำให้มันดีนี้ เรียกว่า ความใฝ่สร้างสรรค์ เมื่ออยากทำให้มันดี ก็พยายามที่จะทำ เมื่อทำด้วยความต้องการที่จะทำ เขาก็จะมีความสุขจากการกระทำ และเมื่อทำให้ดีได้ก็จะยิ่งมีความสุข เรียกว่า ความสุขจากการสร้างสรรค์ ตรงนี้แหละเป็นเป้าหมายของการบริโภคเชิงพุทธ ได้แก่ การฝึกหรือใช้การบริโภคเป็นจุดเริ่มเพื่อที่จะพัฒนา คือ ความใฝ่สร้างสรรค์ และการมีความสุขจากการทำการสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคนให้เกิดความต้องการทำให้ดี และการมีความสุขจากการกระทำที่สนองความต้องการนั้น
ผลสัมฤทธิ์ของการบริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนของการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการบริโภคเชิงพุทธ คือ มรรค ผล และนิพพาน อันเป็นอริยบุคคลที่เรียกว่า พระอรหันต์ บุคคลที่บริโภคอย่างไม่เป็นทาสของกิเลส มี ๔ จำพวก คือ
๑. พระโสดาบันบุคคล แปลว่า ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก สามารถละโอรัมภาคิยสังโยชน์อันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค คือ ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระโสดาบันหรือญาณคือ ความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ
๒. พระสกทาคามีบุคคล แปลว่า ผู้จะเกิดอีกครั้งเดียว หรือผู้จะมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการได้เหมือนขั้นโสดาบัน พร้อมกับบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
๓. พระอนาคามีบุคคล แปลว่า ผู้ไม่มาสู่โลกนี้อีก หมายความว่าหลังจากตายไปแล้วท่านจะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหันตผลในที่นั้น ละสังโยชน์ได้เพิ่มจากเดิมอีก ๒ ประการ คือ ๑) กามราคะ
๒) ปฏิฆะ หรือ พยาบาท รวมเป็น ๕ ประการ ซึ่งเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
๔. พระอรหันต์ มีความหมายเป็น ๕ นัย คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส, กำจักข้าศึกคือกิเลส, เป็นผู้หักซี่กำแห่งสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด, เป็นผู้ควรรับไทยทาน, เป็นผู้ไม่มีความลับในการทำบาป และเป็นอเสขะคือจบการศึกษา และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพาน
โดยนัยนี้ คนที่บรรลุวัตถุประสงค์วิธีการใช้สอยปัจจัย ๔ หรือ การรู้จักพิจารณาบริโภคในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะพ้นจากอำนาจครอบงำของความรู้สึกฝ่ายตัณหา ขึ้นมาสู่ความปลอดโปร่งชื่นบานแห่งความรู้ความเข้าใจฝ่ายปัญญา และสามารถดำรงตนในฐานะกัลยาณมิตรให้กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ คือ กระบวนการแห่งการบริโภคเชิงพุทธ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราเรียกว่า พระธรรมวินัย
เกณฑ์การตัดสินหรือหลักการตัดสิน “การบริโภค”
คือ สิ่งใดที่เรียกว่า บริโภคด้วยปัญญา และสิ่งใดที่เรียกว่าบริโภคเพื่อเสพด้วยตัณหา ดังนี้ ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้แก่นางมหาปชาบดีโคตมีมีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่าการบริโภคเช่นไรเป็นเชิงพุทธหรือเช่นไรผิดหลักพุทธ ซึ่งได้กล่าวเป็นเกณฑ์หลักว่า ธรรมหรือคำสอนอันใดเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่าธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าว หรือประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายกำหนัด คลายความติดหรือไม่ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลายการหลุดจากความทุกข์ไม่ประกอบด้วยความทุกข์ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ เป็นไปเพื่อความปวิเวก ความสงัด เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่ายหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าบริโภคไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าผิดหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นไปตามหลักนี้เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการบริโภคเชิงพุทธที่ถูกต้องดีงาม
ยังมีหลักธรรมคล้ายๆกันอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยมี ๗ ประการ คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อเอกันตนิพพิทา เพื่อความเบื่อหน่ายโดยสิ้นเชิง เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าพระธรรมวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ก็ไม่ใช่ หลักการทั้งสองประการนี้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยลักษณะของการบริโภคทางพระพุทธศาสนาได้ดีมากในเวลาที่ผู้ศึกษาเกิดความไม่แน่ใจหรือไขว้เขวต่อวิธีการหาข้อสรุปที่ชัดเจนในทางพระพุทธศาสนา

สรุป
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือ การบริโภคอย่างมี สติ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เพื่อบริโภคในการเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม คือการบริโภคเพื่อการศึกษา อันจะนำไปสู่การไม่ตกเป็นทาสตัณหา คือ ความเป็นอิสรภาพในขั้นอายตนะคือ เพื่อเรียนรู้มิใช่เพื่อเสพ และควบคุมการปรุงแต่งทางความต้องการทางใจหรือตัณหา และเพื่อพิจารณาส่งเสริมต่อการใช้ปัญญา อันจะนำไปสู่ ความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าวางไว้มาเป็นเกณฑ์การตัดสิน
พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ในสังคมไทยปัจจุบัน จึงต้องใช้กระบวนทัศน์การบริโภคเชิงพุทธที่ยกมาเป็นกรอบวิธีการในการบูรณาการ เพื่อให้พิธีกรรมนั้นๆเป็นไปเพื่อการสร้างสภาพเอื้อต่อกระบวนการ สร้างศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฐิ คือนำพิธีกรรมเป็นตัวเร้าให้เกิดการสนใจที่จะเรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาบุคคล และใช้กระบวนการทางพิธีกรรมในการสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมให้เป็นสังคมแห่งกัลยาณมิตร และเป็นปรโตโฆสะที่ดีงาม ต่อการประพฤติปฏิบัติตามหลักการแห่งศีล สมาธิ ปัญญา หรือพระธรรมวินัยนั่นเอง













ภาคผนวก
แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว )
สังคมไทยในปัจจุบัน มีวิถีการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของเศรษฐกิจกระแสหลัก ด้วยมนุษย์ต้องดำเนินชีวิตอิงอาศัยปัจจัยสี่ จึงมีการแลกเปลี่ยนทางเงินตราเพื่อเป็นปัจจัยในการซื้อขายสิ่งยังชีพเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ แต่ว่าการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมิได้มีเพียงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายในคือการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญาเพื่อจัดสรรชีวิตให้เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นเป็นที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งมีหลักปรัชญา คือ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการประยุกต์วิถีทางเศรษฐกิจพื้นฐานจากบริบทสังคมไทยดั้งเดิมโดยดำรงและปฏิบัติตนตามสภาพวิถีแห่งวัฒนธรรมไทยอย่างที่ควรจะเป็นด้วยการมองโลกเชิงระบบที่มีพลวัติ มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่ทวนกระแสเงินตราแต่ให้กลับมาสู่การดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองคือ การทำมาหากินตามศักยภาพของตนอย่างมีคุณภาพและความสุข เป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณลักษณะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางตามอิทธิพลพระพุทธศาสนาผ่านการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คือ ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ (1) ความพอประมาณ หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอดี (2) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล (3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอดี คือ อาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ต้องประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาวะสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค คำว่าพอเพียงเป็นทัศนะแม่บท ที่คนไทยต้องนำมาใช้จัดสรรผ่านองค์ความรู้ท้องถิ่น ด้วยการรู้จักใช้ปัญญา พึ่งพาตนเองได้ จึงจะเป็นวิถีชีวิตพอเพียงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนี้แล.

หนังสืออ้างอิง
๑.๑ พระไตรปิฎก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เล่มที่ ๑, เล่มที่ ๔, เล่มที่ ๑๑, เล่มที่ ๑๒, เล่มที่ ๒๕,เล่มที่ ๒๐, เล่มที่ ๓๐, เล่มที่
๓๖, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๒ อรรถกถา
วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกาปาราชิกกณฺฑ สํฆาทิเสสาทิมหาวคฺคาทิอฏฺฐกถา (ภาษาบาลี). เล่มที่ ๑.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๓ หนังสือ
คณาจารย์ภาควิชาสังคม. สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๓๔.
จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๘,กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๐.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร :
นานมีบุ๊ค, ๒๕๔๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติ ในยุคโลกไร้พรมแดน. พิมพ์
ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๑.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ. สังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๔.
สัญญา สัญญาวิวัฒน์. หลักสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓.
------------------------. พุทธสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์, ๒๕๓๓.
แสง จันทร์งาม. พุทธศาสนวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพ ฯ : เจริญกิจ, ๒๕๓๕.

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หลักธรรมที่ครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีมากมาย แต่โดยสรุปแล้วจะมีหลักการหรือหัวใจพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า พระคาถาของพระอัสสชิ มาเป็นเครื่องพิจารณา เมื่อพระอัสสชิ ได้พบกับพระสารีบุตรแต่ก่อนบวชพระสารีบุตรได้ถามถึงใจความของพระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร โดยย่อที่สุดพระอัสสชิได้ตอบว่า โดยย่อที่สุดแล้ว ก็คือ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ,เอวํวาที มหาสมโณ, เป็นใจความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยเรา ก็ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้นพร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิง ของสิ่งเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ, พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้” นี้ เป็นคำตอบของพระอัสสชิ แต่ถือกันว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ในทุกประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ถึงกับมีการจารึกลงในแผ่นอิฐ มาตั้งแต่ครั้งใกล้สมัยพุทธกาล คือยุคสมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมาทีเดียว เป็นตัวอักษร ๔ บรรทัดนี้เท่านั้น ถือกันว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ในฐานะเป็นใจความของพระพุทธศาสนา
ถ้าเอาตามหลักนี้ ก็กล่าวได้ว่า ใจความของพุทธศาสนานั้น คือการบอกให้รู้ว่า “สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน” แม้ใจความสำคัญนี้ ก็เป็นการชี้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือเป็นการชี้ให้รู้ว่าอย่าไปเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์อะไรเป็นตัวตนที่ถาวร ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่สิ่งที่เกิดงอกงามออกมาจากเหตุ และงอกงามเจริญเติบโตต่อไปโดยอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะความสิ้นสุดของตัวเหตุ คำว่าเหตุในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง ซึ่งเราอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัจจัย ก็ได้ สิ่งหนึ่ง ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยแต่งสิ่งอื่นๆ สืบต่อกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หรือปรากฏทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีตัวมันเองที่เป็นของอิสระตายตัว เป็นแต่ความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุที่ปรุงแต่งกันไม่หยุด เพราะอำนาจของธรรมชาติมีลักษณะปรุงไม่หยุดยั้งสิ่งต่างๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงกันไม่หยุด พุทธศาสนาจึงบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน (อนัตตา) มีแต่ความที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป และเป็นความทุกข์(ทุกขัง)รวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีอิสระในตัวเอง ต้องเป็นไปตามอำนาจของเหตุ จะไม่มีความทุกข์ ก็ต่อเมื่อหยุดหรือดับ ก็ต่อเมื่อดับเหตุ ทำเหตุนั้นให้หยุดให้ดับ ไม่ให้มีการปรุงสืบไป ข้อนี้เป็นการบอกว่าอะไรเป็นอะไรอย่างลึกซึ้ง อย่างสุดสามารถที่คนเราหรือว่าผู้มีสติปัญญาตามธรรมดาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ๆ
ไตรลักษณ์ กระบวนการตามกฎธรรมชาติ
กฏธรรมชาตินี้ เป็นธรรมธาตุ คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา เป็น ธรรมฐิติ คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็น ธรรมนิยาม คือกฎธรรมชาติ หรือกำหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล หรือการเกิดขึ้นของศาสนาหรือศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของศาสดาในความหมายของพุทธธรรมด้วยว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก สำหรับไตรลักษณ์นั้น มีพุทธพจน์แสดงหลักไว้ในรูปของกฎธรรมชาติ ว่าดังนี้
“ตถาคต(พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า
๑.สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง...........
๒.สังขารทังปวง เป็นทุกข์...............
๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา...............
ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง...... สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์.......... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา......”
ไตรลักษณ์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญลักษณ์ แปล่ว่า สามัญลักษณะ แปลว่าลักษณะทั่วไป หรือเสมอเหมือนกันแก่สิ่งทั้งปวง ซึ่งได้ความหมายเท่ากัน เพื่อความเข้าใจง่ายๆ จะแสดงความหมายของไตรลักษณ์ ( The Three Characteristics of Existence ) โดยมีใจความดังนี้
๑. อนิจจตา ( ) ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป
๒. ทุกขตา ( ) คาวมเป็นทุกข์ ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง หรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก้ผู้เข้าไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความสมอยากแท้จริง หรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน
๓. อนัตตา ( ) ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง
สิ่งทั้งหลายหากจะกล่าวว่ามีก็ต้องว่ามีอยู่ในรูปของกระแส ที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ อันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกัน เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสาย จึงเป็นภาวะที่ไม่เที่ยง เมื่อต้องเกิดดับไม่คงที่ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัย ก็ย่อมมีความบีบคั้นกดดัน ขัดแย้ง และแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว และเมื่อทุกส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เป็นตัวของมัน มีตัวตนแท้จริงไม่ได้
ในกรณีของสัตว์บุคคล ให้แยกว่า สัตว์บุคคลนั้นประกอบด้วยขันธ์ ๕ เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดอื่นอีกนอกเหนือจากขันธ์ ๕ เป็นอันตัดปัญหาเรื่องที่จะมีตัวตนเป็นอิสระอยู่ต่างหาก จากนั้นหันมาแยกขันธ์ ๕ ออกพิจารณาแต่ละอย่าง ๆ ก็จะเห็นว่า ขันธ์ทุกขันธ์ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ เป็นสภาพบีบคั้นกดดันแก่ผู้เข้าไปยึด เมื่อเป็นทุกข์ ก็ไม่ใช่ตัวตน ที่ว่าไม่ใช่ตัวตน ก็เพราะแต่ละอย่าง ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยไม่มีตัวตนของมันเอง อย่างหนึ่ง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นของของสัตว์บุคคลแท้จริง (ถ้าสัตว์บุคคลนั้นเป็นเจ้าของขันธ์ ๕ แท้จริง ก็ย่อมต้องบังคับเอาเองให้เป็นไปตามความต้องการได้ และไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพที่ต้องการได้ เช่น ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วย เป็นต้น) อย่างหนึ่ง
พุทธ(พจน์แสดงไตรลักษณ์ในกรณีของขันธ์ ๕ มีตัวอย่างที่เด่น ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ เป็นอนัตตา หากรูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ จักเป็นอัตตา (ตัวตน) แล้วไซร้ มันก็จะไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้ตามปรารถนาในรูป ฯลฯ ในวิญญาณว่า “รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย” แต่เพราะเหตุที่รูป ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา ฉะนั้น รูป ฯลฯ วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และใคร ๆ ไม่อาจได้ตามความปรารถนา ในรูป ฯลฯ วิญญาณ ว่า “รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย”
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความเห็นเป็นไฉน?”
“รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ?” (ตรัสถามที่ละอย่าง จนถึงวิญญาณ)
“ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือ เป็นสุข ?”
“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
“ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเฝ้าเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตัวตนของเรา ?”
“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”
“ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งภายในและภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ตามที่มันเป็นว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”
คำสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้งมากมาย หลายอย่างหลายวิธีด้วยกัน แต่ถ้าเอาผลของการปฏิบัติจนเห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่ามีข้อที่สังเกตได้ง่าย ๆ ข้อหนึ่ง คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุได้สรุปสั้น ๆ ว่า “ไม่มีอะไรน่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น” นี้เป็นความหมายที่กะทัดรัดที่สุดของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นหลักธรรมะที่สามารถอธิบายครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนาได้อีกหลักธรรมหนึ่ง

การบวช

พระพุทธศาสนาอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน หลักธรรมคำสอนได้สอดแทรกเข้าไปสู่วิถีการดำเนินชีวิต เป็นรากฐานให้กับวัฒนธรรมประเพณี ตลอดถึงวิธีคิดในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านวัฒนธรรม ด้านความเป็นอยู่ ล้วนอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นองค์ความรู้พื้นฐาน จนกลายเป็นลักษณะพิเศษของคนไทย จากการที่พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สังคมไทยในอดีตกาลนั้น ได้รับองค์ความรู้จากนักบวช คือ พระภิกษุที่นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ และกลายเป็นผู้นำทางจิตใจ เป็นที่เคารพสักการะ และเกิดการบวชกุลบุตรที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นภิกษุขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน
การบวชจึงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง ที่ชาวพุทธให้ความสำคัญ จึงเกิดเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ชายไทยพออายุครบยี่สิบปี มักจะหาระยะเวลาสักครั้งในชีวิตเพื่อเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา และการออกบวชวิวัฒนาการมาโดยลำดับสลับซับช้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นค่านิยม บางครั้งการบวชในสังคมไทยก็ออกนอกหลักการพระธรรมวินัยในด้านเนื้อหาไปเรื่อยๆ คงไว้แค่เพียงรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ทำให้พระพุทธศาสนาเกิดภาวะอ่อนแอและเสื่อมโทรมไปในที่สุด
พระพุทธศาสนากล่าวถึงการออกบวชเป็นการดำเนินชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตเฉพาะแบบ เพื่อพัฒนาบุคคลให้มุ่งสู่เป้าหมายคือความพ้นทุกข์ที่เรียกว่า “พรหมจรรย์” ดังคำสรุปการตรัสรู้ของพระพุทธองค์และการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ของพระสาวกว่า
ชาติสิ้นไปแล้ว พรหมจรรย์เสร็จสิ้นลงแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว กิจ
อื่นๆที่จะต้องทำเพื่อการนี้ ย่อมไม่มีอีก ภิกษุใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ
อยู่จบพรหมจรรย์แล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประ
โยชน์ ได้โดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ
พระพุทธพจน์นี้แสดงถึงวัตถุประสงค์ของชีวิตนักบวชต้องการ คือการบรรลุพระนิพพาน ได้แก่ การหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิงจากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งรูปธรรมนามธรรม คือ “ความสิ้น ราคะ โทสะ โมหะ” “และ ความสิ้นตัณหา” คือจุดจบแห่งทุกข์
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปแนวคิดการบวชในพระพุทธศาสนาจากเดิม คือ ต้องการพ้นทุกข์ (นิพพาน) ได้มีพลวัติไปเป็นวัตถุประสงค์ที่หลากหลายในสังคมไทยปัจจุบัน แม้ในวิธีการบวชยังอ้างอิงแนวคิดในพระไตรปิฏก แต่การดำเนินชีวิตของผู้บวชมิได้ตั้งอยู่ในองค์ความรู้ตามหลักการดั้งเดิม ได้แก่ การมีวัตถุประสงค์ทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การบวชตามประเพณี บวชเพื่อศึกษาวิชาการตามระบบทางโลกซึ่งมิได้เป็นไปตามระบบไตรสิกขา การบวชเพราะต้องการชุบตัวทางสังคม บางครั้งการบวชกลายเป็นช่องทางในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงเป็นภาวการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า แนวคิดการบวชที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธศาสนา อาจเป็นแค่กิจกรรมทางสังคมชนิดหนึ่งที่ชาวพุทธเองไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระอันแท้จริง ในพระไตรปิฏกกล่าวถึงนักบวชหรือบรรพชิตในพระพุทธศาสนาไว้เป็น ๕ ประเภท คือ
๑) ภิกษุ ได้แก่นักบวชที่เป็นชายมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ภิกษุนี้จะต้องประพฤติปฏิบัติตามวินัย จำนวน ๒๒๗ สิกขาบท
๒) ภิกษุณี ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง มีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือถ้าเคยผ่านการมีครอบครัวมีสามีมาแล้วต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๒ ปีบริบูรณ์ แต่ต้องผ่านการศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ เป็นเวลา ๒ ปี และสงฆ์ให้การรับรองแล้ว ก็สามารถที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ ภิกษุณีมีวินัยสำหรับประพฤติปฏิบัติจำนวน ๓๑๑ สิกขาบท
๓) สิกขมานา ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง ที่ต้องประพฤติสิกขาในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปีโดยไม่ให้ขาดไม่ให้บกพร่องแล้วจึงจะอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้ หรือได้แก่สามเณรีที่มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ กำลังเตรียมตัวเป็นภิกษุณี สิกขมานาจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบท ๖ ข้อ
๔) สามเณร ได้แก่นักบวชที่เป็นชายมีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ บวชด้วยการรับไตรสรณคมณ์ แม้ผู้ที่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ยังไม่ได้รับการอุปสมบท ก็ยังชื่อว่าเป็นสามเณรอยู่เช่นเดิม สามเณรจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทจำนวน ๑๐ ข้อ สิกขาบท ๖ ข้อแรกเหมือนกับสิกขาบทของสิกขมานา โดย รักษาเพิ่มอีก ๔ ข้อ
๕) สามเณรี ได้แก่นักบวชที่เป็นหญิง มีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เป็นสามเณรผู้หญิงที่ยังไม่ได้รับการอุปสมบท สามเณรีจะต้องประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทจำนวน ๑๐ ข้อเหมือนสามเณร
ในการบวชของนักบวชเหล่านี้ ต้องอาศัยหลักพระธรรมวินัยเป็นรูปแบบและทำให้การบวชนั้นสมบูรณ์ คือ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตการบวชไว้หลายประการ ในระยะแรกทรงบวชภิกษุด้วยพระองค์เองก่อน ต่อมาเหตุการณ์และความจำเป็นตลอดจนเงื่อนไขเหตุปัจจัยต่างๆบางประการที่พัฒนาการขึ้น จึงทรงอนุญาตให้พระสาวกดำเนินการแทน และในที่สุดทรงมอบความเป็นใหญ่ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสงฆ์ในการดำเนินการ วิธีการบวชนั้น เรียกว่า อุปสัมปทา หรือ อุปสมบท ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับตรวจสอบบุคลากร ก่อนรับบุคคลเข้าสู่ชีวิตการเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา มี ๘ วิธี ได้แก่
๑) เอหิภิกขุปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่ทรงตรวจสอบด้วยพระองค์เอง เป็นวิธีการในยุคแรก และเป็นวิธีแรกของการบวชในพระพุทธศาสนา มีอยู่ ๒ แบบ คือ (๑.๑) ถ้าบุคคลผู้ที่จะเข้ามา ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ ก็จะมีพุทธดำรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดโดยชอบเถิด
(๑.๒) ถ้าบุคคลนั้นได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็จะมีพุทธดำรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด
๒) ติสรณคมณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกดำเนินการตรวจสอบและรับแทน ด้วยการรับไตรสรณคมณ์ โดยผู้ประสงค์จะบวชต้องปลงผมโกนหนวด และนุ่งห่มจีวรเรียบร้อยแล้วกราบเท้าของภิกษุ ประนมมือกล่าวคำปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยตามคำของภิกษุ ๓ ครั้งก็เป็นอันเสร็จ
๓) โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการรับเป็นข้อประพฤติปฏิบัติโอวาทไป เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ท่านพระมหากัสสปะเป็นกรณีพิเศษ
๔) ปัญหาพยากรณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการให้ตอบปัญหา เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ท่านโสปากะ ซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรมีอายุเพียง ๗ ปี โดยการถามปัญหาเรื่องอสุภะ เมื่อท่านทูลตอบปัญหานั้นได้ จึงทรงอนุญาตให้ท่านอุปสมบทด้วยการตอบปัญหานั้นนั่นเอง
๕) ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยการให้รับครุธรรม ไปศึกษาและปฏิบัติเป็นวิธีแรกของการบวชหรืออุปสมบทเป็นภิกษุณี พระพุทธเจ้าทรงประทานครุธรรม นั้นแก่นางมหาปชาบดีโคตมีให้รับเอาไปศึกษาและปฏิบัติตลอดชีวิต และเป็นบวชภิกษุณีครั้งแรก
๖) ทูเตนูปสัมปทา คือวิธีการบวชด้วยการใช้ทูตดำเนินการแทน เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่หญิงผู้ที่ได้รับอุปสมบทจากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์แล้ว ต้องการจะไปขอรับอุปสมบทจากฝ่ายภิกษุสงฆ์ แต่เธอไม่สามารถที่จะเดินทางไปด้วยตนเองได้ เนื่องจากอาจทำให้ได้รับอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุณีแม้โดยการใช้ทูตดำเนินการแทน ขั้นตอนแห่งการอุปสมบท เหมือนกับว่าเธอมาดำเนินการขออุปสมบทด้วยตนเองทุกประการ
๗) อัฏฐวาจิกูปสัมปทา คือ วิธีการบวชที่มีวาจา ๘ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่หญิงผู้จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีด้วยญัตติจตุตถกรรมจากสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือบุคคลผู้ที่จะเข้ามาบวชด้วยวิธีนี้เมื่อเป็นสิกขมานาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว จะต้องทำพิธีอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์เสียก่อน จากนั้นจึงทำพิธีอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมจากฝ่ายภิกษุสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง
๘) ญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา คือ วิธีการบวชด้วยญัตติจตุตถกรรม อันหมายถึง กรรมมีญัตติเป็นที่สี่เป็นสังฆกรรมที่สำคัญ เช่น อุปสมบท เป็นต้น ซึ่งเมื่อตั้งญัตติแล้วต้องสวดอนุสาวนาคำประกาศขอมติถึง ๓ หน เพื่อสงฆ์คือที่ชุมนุมนั้นจะได้มีเวลาพิจารณาหลายเที่ยว ว่าจะอนุมัติหรือไม่ เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ดำเนินการบวชพระภิกษุด้วยการตั้งญัตติ หมายถึงคำเผดียงสงฆ์ การประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจร่วมกัน แล้วสวดอนุสาวนา อันหมายถึงคำสวดประกาศ คำประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์ คำขอมติ ๓ หน โดยสงฆ์ได้อุปสมบทให้ท่านพระราธะเป็นรูปแรก มีท่านพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นรูปแบบของการบวชหรืออุปสมบทในปัจจุบัน อนึ่ง หลังจากการทรงอนุญาตให้สงฆ์ใช้ระบบญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสมบทแล้ว ก็ทรงยกเลิกการใช้ระบบติสรณูปสัมปทาสำหรับการรับสมาชิกของพระภิกษุอีก แต่ทรงปรับให้ใช้วิธีนี้บวชสามเณรแทน
นอกจากนี้แล้ว ยังมีบวชอีกวิธีหนึ่งคือ ทายัชชอุปสัมปทา ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเป็นกรณีพิเศษแก่สามเณรสุมนะที่มีอายุ ๗ ปี แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการของพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เมื่ออายุ ๗ ปี และสามเณรที่มีอายุ ๗ ปีได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีเพียง ๒ รูปเท่านั้น คือสามเณรสุมนะและโสปากะ ซึ่งทรงอุปสมบทให้เป็นกรณีพิเศษเพราะสามารถพัฒนาตนจนเป็นพระอรหันต์ จะเห็นว่ากระบวนการบวชนั้นมีความละเอียดรอบคอบ แต่ทั้งนี้ ก็ทรงคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการนั้นขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงและขยายตัวตามเหตุปัจจัยของสถานการณ์
ทั้งนี้ การออกบวชตามหลักพระพุทธศาสนาก็ต้องอาศัยความเลื่อมใสศรัทธาในพระธรรมวินัยเป็นหลักเบื้องต้น และบุคคลที่ออกบวชจะต้องมีวัตถุประสงค์การออกบวชที่ชัดเจน ด้วยการเชื่อมั่นในแนวคิดแบบพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความแตกต่างจากนักบวชในลัทธิอื่นๆ ในสังคมไทยปัจจุบันการบวชบางประเภทมิได้ชัดเจนทั้งในรูปแบบและเนื้อหา เช่น นักบวชที่เป็นแม่ชี สามเณรีที่ยังเป็นปัญหา และนักบวชของลัทธิบางกลุ่มที่อาศัยพระพุทธศาสนาเป็นสื่ออธิบายความหมาย เช่น กลุ่มสันติอโศก หรือพวกพราหมณ์ที่ยังอิงอยู่กับสถานะทางสังคมพุทธ โดยมีหน้าที่บางอย่างร่วมกับพิธีการทางพระพุทธศาสนา
นักบวชที่เห็นว่าได้รับการยอมรับสถานะในทางสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ชัดเจนตามหลักพระธรรมวินัย จึงเหลืออยู่แค่ ๒ ประเภท คือ พระภิกษุ กับ สามเณร ซึ่งในปัจจุบันมีความหละหลวมทางพระวินัยจนเกิดปัญหาและอธิกรณ์ขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ชาวพุทธควรจะกลับมาทบทวนแนวคิดการบวชว่าเกิดอะไรขึ้น แนวคิดการบวชในสังคมไทยปัจจุบันตั้งอยู่ฐานองค์ความรู้เดิมหรือไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการบวชเปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไร มีบริบททางสังคมอะไรที่ทำให้แนวคิดการบวชถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามระบบต่างๆของรัฐและสังคม จนไม่เอื้อต่อแนวคิดการบวชดั้งเดิมในพระไตรปิฏก และจะมีเกณฑ์การตัดสินอย่างไรที่จะชี้วัดแนวคิดการบวชในสังคมไทยปัจจุบันให้กลับมาอยู่ในบริบทคำสอนดั้งเดิมตามพระธรรมวินัย โดยไม่ทำให้การบวชในสังคมไทยปัจจุบันเกิดความเสียหาย และสามารถที่จะรักษาวัตถุประสงค์ตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันอย่างไรมิให้เกิดผลเสียหายต่อแนวคิดการบวชที่เป็นเนื้อหาสาระตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้า

การบริโภคเชิงพุทธ : ในกระแสยุคโลกาภิวัฒน์

ในกระแสความเจริญของอารยธรรมโลกในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ตอบสนองต่อการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลให้สังคมโลกเกิดกระแสการเสพบริโภคในเชิงวัตถุและเทคโนโลยี กระแสของการเสพบริโภคถูกปลุกเร้าจากการเป็นผู้เสพมากกว่าผู้ผลิต ถูกนำเสนอผ่านสื่อและโฆษณา โดยมีภาพของความสะดวกสบายเป็นตัวขับเคลื่อน ให้ผู้คนในโลกเกิดการแสวงหาและแข่งขันกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม แต่ว่าลักษณะการเสพบริโภคกลับกลายเป็นกระแสที่ไม่มีความสมดุลในทางการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ จนเกิดปัญหาด้านต่างๆขึ้น เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ตามมา เหตุเพราะการบริโภคนั้นมี ๒ กระแสหลัก คือ
๑. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเป็นผู้ผลิต
๒. การบริโภคที่ตั้งอยู่บนฐานของการเสพเพียงอย่างเดียว
จากกระแสการบริโภค ๒ สายนี้ ก่อเกิดความไม่สมดุลในการดำเนินชีวิตของบุคคล ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นประเทศผู้ผลิต การบริโภคนั้นมีฐานของการผลิตที่ทำให้ผู้คนสามารถที่จะสร้างสรรค์วัตถุ และสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพทางการผลิตและพัฒนาความเจริญในทางวัตถุได้มากขึ้น กลุ่มที่สองเป็นประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ลาว เขมร ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการผลิตและเทคโนโลยียังล้าหลังและความคิดสร้างสรรค์ยังมิได้ถูกพัฒนา ทั้งนี้มิได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีภูมิปัญญา เพียงแต่พลังการส่งเสริมวัฒนธรรมการผลิตไม่เข้มแข็ง จึงทำให้การเสพบริโภคกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำได้ง่ายมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในทางพระพุทธศาสนาการบริโภค เป็นกระบวนการที่เกื้อหนุนให้กับกระบวนการศึกษาหรือสิกขา เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของความเป็นมนุษย์เท่านั้น การบริโภคเป็นปัจจัยระดับพื้นฐานของการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีงาม การบริโภคที่เป็นสัมมาทิฐิจะต้องบริโภคเพื่อพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา โดยใช้กระบวนทัศน์ทางการศึกษาเป็นแกนกลางในการบริโภค “ปัจจัย ๔ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช หรือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค”
เมื่อพิจารณาเนื้อหาหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมายเฉพาะในฐานะวิธีครองชีวิตแบบหนึ่ง มีเนื้อหาหลัก คือ หลักสัจธรรมและหลักปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในอัตถะประโยชน์ ๓ เป็นบริบทพื้นฐาน การศึกษาเชิงพุทธ ก็คือ การฝึกฝนพัฒนามนุษย์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ใช้หลักโพธิศรัทธาเป็นสภาพเอื้อให้เกิดจิตสำนึกในการศึกษา ซึ่งมีศูนย์รวมของการศึกษาที่ “ปัญญา” ผ่านกระบวนการปริยัติ, ปฏิบัติ, และปฏิเวธ บุพภาคการศึกษาเริ่มต้นที่สัมมาทิฐิแล้ว พัฒนาที่การใช้อินทรีย์ ซึ่งมีปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการเป็นตัวหนุนผ่านหลักหมวดธรรม ๗ ประการ มีกัลยาณมิตตตา เป็นต้นนำสู่สิกขา วิธีการศึกษา คือการใช้หลักไตรสิกขา ผ่านหลักวิธีปฏิบัติที่เรียกว่า อริยมรรค ทำให้เนื้อหาของการศึกษาดำเนินไปสู่เป้าหมายที่เป็นผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา คือ อริยบุคคล ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรให้กับสังคมและทำให้เกิดคุณสมบัติในตัวผู้ได้รับการศึกษา คือ มีปัญญาและกรุณา ในขั้นการประเมินผลการศึกษาใช้หลักภาวนาเป็นตัวชี้วัด มีภาวิตกาย เป็นต้น ผู้มีภาวนาครบ ชื่อว่าจบการศึกษา โดยใช้หลักธรรมที่เป็นสาระสำคัญในการอธิบายทฤษฎีการศึกษาเชิงพุทธ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นต้น เชื่อมโยงผ่านการศึกษาที่มุ่งสู่มนุษย์สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต การบริโภค สภาพสังคมและสรรพสิ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม
ในแง่การเสพบริโภค นอกจากกระบวนการศึกษาแล้วปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลัก ก็คือ การสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสถาบันทางเศรษฐกิจ คือ
คำว่า “เศรษฐกิจ” (Economy) หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด และอย่างประหยัดที่สุด
ส่วนคำว่า สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึงสถาบันสังคมสถาบันหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์เพื่อความอยู่รอด สถาบันเศรษฐกิจนี้ มีส่วนประกอบที่เป็นกิจกรรมอยู่ ๓ ประการ คือ การผลิต การแจกจำหน่าย และการบริโภค
เนื่องจากสถาบันเศรษฐกิจเป็นสถาบันสังคมที่สำคัญมากสถาบันหนึ่ง จึงมีหน้าที่ต่อสังคมซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำหน่ายจ่ายแจก และการบริโภคอย่างแยกกันไม่ได้
การผลิต หมายถึง การสร้างและการหาผลิตผลหรือการบริการมาเพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เช่น การผลิตอาหาร การผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคเครื่องอำนวยความสะดวกต่อชีวิตของมนุษย์
สำหรับการบริการก็มี เช่น การศึกษา การดูแลรักษาพยาบาล การบันเทิง การสาธารณูปโภค การคมนาคม เป็นต้น
การผลิตต่าง ๆ เหล่านี้ มีบุคคลทำหน้าที่รับผิดชอบ เช่น ชาวนาผลิตอาหาร กรรมกรผลิตสินค้าในโรงงาน แพทย์ดูแลรักษาพยาบาล พนักงานขับรถโดยสารให้บริการด้านการคมนาคม เป็นต้น
การผลิตนอกจากอาศัยบุคคลแล้วยังต้องอาศัยทุน ทรัพยากร และการจัดการ การจำหน่ายจ่ายแจก สถาบันเศรษฐกิจมีหน้าที่ในการแจกจ่ายหรือกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่สมาชิกของสังคม โดยมีตลอดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และมีสถาบันอื่น ๆ ช่วยสนับสนุน เช่น สถาบันการเงิน นายหน้า คนกลางหรือพ่อค้า เป็นผู้ดำเนินการ
การบริโภค เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะทำการบริโภคหรือใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ผลิตมาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดและความสะดวกในการดำเนินชีวิต หากปราศจากการบริโภคสถาบันเศรษฐกิจจะอยู่ไม่ได้
หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเรื่องเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ เพราะพระพุทธศาสนาเห็นว่าเป้าหมายของคนในสังคมต้องการความสุขและความสุขนี้แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
๑. ระดับโลกิยะ เป็นเรื่องของปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่มีความต้องความสุขขั้นพื้นฐานโดยรวมมี ๔ ประการ คือ ความสุขเกิดจากมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ ความสุขจากการไม่เป็นหนี้สิน และเกิดจากมีงานทำที่สุจริต แต่ความสุขดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องทิฎฐธัมมิกัตถประโยชน์คือ ประโยชน์ในปัจจุบันมี ๔ ประการ คือ
๑) อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร
๒) อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการดูแลรักษา
๓) กัลยาณมิตตตา มีมิตรที่ดี
๔) สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตให้พอเหมาะพอดี
หลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นหลักปฏิบัติให้ถึงความสุขระดับโลกิยะได้อย่างสมบูรณ์
๒. ระดับโลกุตตระ เป็นการพัฒนาทางด้านพฤติกรรมของแต่บุคคลที่จะสามารถขัดเกลากิเลสให้เบาบางและหมดไปในที่สุดจนถึงเป้าหมาย คือ ความสุขอันสูงสุดกล่าว คือ พระนิพพาน
นอกจากนี้ยังมีหลักในการบริโภคปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนในสังคมที่จะต้องใช้สอยหลักการดังกล่าวนี้ คือ ปัจจเวกขณะ ได้แก่การพิจารณาอยู่เนืองๆ ในการบริโภคปัจจัย ๔ อย่างมีสติตลอดเวลา โดยคำนึงถึงคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมของปัจจัย ๔ ที่บริโภคอยู่อย่างถูกต้องและมีสติก็จะทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการบริโภคผ่านหลักการระลึกถึงบุคลอื่นๆ เพื่อลดการเห็นแก่ตัว ที่ เรียกว่า หลักสาราณียธรรม คือ บริโภคโดยไม่แบ่งแยก ลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต บริโภคร่วมกับเพื่อพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลทั้งต่อหน้าและลับหลัง สาราณียธรรมแม้นี้ ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความสามัคคีกัน เพื่อความเป็นอันเดียวกัน
หลักการบริโภคเชิงพุทธ
จะต้องเริ่มต้นจากการบริโภคอย่างมี “สัมมาทิฐิ” เป็นเบื้องต้น คือ ความเข้าใจตามนัยเหตุผล ค่านิยม อุดมการณ์ แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิต ตลอดจนทัศนคติพื้นฐานที่สืบเนื่องจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำและมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิต สังคม และการบริโภคอย่างมาก
การบริโภคนั้นเป็นภาพสะท้อนในแง่การปฏิบัติ เช่น เมื่อคนชอบความมั่งมีในเชิงวัตถุ มักจะเห็นว่าความพรั่งพร้อมในการบริโภคทางวัตถุส่วนตัวเป็นจุดหมายชีวิต เป็นเครื่องวัดความสำเร็จของบุคคลและเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ เขาย่อมดิ้นรนขวนขวายเพื่อแสวงหาการเสพบริโภคทางวัตถุนั้นๆ ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการเสพบริโภคเพื่อสนองความอยาก คือ ตัณหา
การบริโภคเชิงพุทธจึงต้องใช้โยนิโสมนสิการเป็นตัวกำกับ นำ และควบคุมความประพฤติ เพื่อให้การบริโภคนั้น เป็นสภาพเอื้อไปสู่การศึกษาหรือกระบวนการแห่งไตรสิกขา ได้แก่การบริโภคที่เป็นพรหมจรรย์ คือ
ศึกษา หมายถึงการเล่าเรียนฝึกฝนและอบรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สิกขา
สิกขา หมายถึง การศึกษา, การสำเหนียก, ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง คือ
๑. อธิศีลสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องศีล
๒. อธิจิตตสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องจิต
๓. อธิปัญญาสิกขา ฝึกอบรมในเรื่องปัญญา รวมเรียกว่า ไตรสิกขา
สิกขา นั้นแปลว่า ศึกษา สิกฺขา เป็นภาษาบาลี สันสกฤตเป็น ศิกฺษา เป็นไทยว่า ศึกษา เป็นคำๆ เดียวกัน ฉะนั้น หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนา จึงเรียกชื่ออย่างหนึ่งว่าการศึกษา
ได้แก่ การดำเนินชีวิตหรือหลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการศึกษา ที่นำเอาการศึกษาเข้ามาเป็นสาระสำคัญ เป็นเนื้อแท้ของการดำเนินชีวิต และทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นการศึกษา ภารกิจที่สำคัญของการศึกษาจึงได้แก่ การช่วยให้บุคคลเกิดทัศนคติที่ถูกต้อง คือรู้จักมองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น และสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นตามที่ควรจะเป็น ให้เกิดเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคม ไม่ให้มองเห็นและจัดการสิ่งทั้งหลายตามอำนาจกิเลสตัณหา แต่การที่จะทำให้เกิดการพัฒนาปัญญาจนเข้าถึงภาวะสงบเย็น ที่สลายตัณหา มานะ ทิฐิ ได้ก็ต้องพัฒนาตน โดยพัฒนาเริ่มต้นที่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษา คือ การพัฒนามนุษย์ จากการใช้ตา หู เพื่อเสพ มาสู่การใช้ตา หู เพื่อศึกษา อันนี้คือจุดเริ่มที่แท้ของการศึกษา ซึ่งเป็นจุดสำคัญมาก มนุษย์ใช้ตา หู อย่างไร
(๑) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้สึกคือเอาสิ่งทั้งหลายมาบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้นของตน ให้มีความสุขความเพลิดเพลินชื่นชอบใจ เรียกว่า เสพ, หรือบริโภค
(๒) มนุษย์ใช้ตา หู ฯลฯ เพื่อสนองความต้องการในด้านความรู้คือใช้เรียนรู้ เรียกว่า ศึกษา
ตรงนี้เป็นจุดแยกที่สำคัญ เมื่อมีการศึกษาที่ถูกต้อง มนุษย์เริ่มพัฒนา ก็ต้องรู้จักใช้ตา หู เพื่อการศึกษา ดังนั้น ย้ายจากความเป็นนักเสพบริโภคคนก็จะพัฒนาความเป็นนักศึกษาขึ้นมา นักศึกษาก็คือ บุคคลที่รู้จักใช้ ตา หู มิใช่เพียงเพื่อเสพบริโภค แต่ใช้เพื่อเรียนรู้ การศึกษาในทางพระพุทธศาสนามิได้มุ่งไปที่ผู้สอน แต่มุ่งที่ผู้ศึกษา คือความปรารถนาที่จะเป็นผู้สามารถรู้เอง, เห็นเอง, และทำได้เอง โดยมีการสร้างสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้องเป็นเบื้องต้นก่อน สัมมาทิฐิ เป็นองค์ประกอบสำคัญของมรรค ในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติธรรม หรือเป็นขั้นเริ่มแรกในระบบการศึกษาตามหลักการของพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมที่ต้องพัฒนาให้บริสุทธิ์ ชัดเจน เป็นอิสระมากขึ้นตามลำดับ จนกลายเป็นการตรัสรู้ในที่สุด
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือปัจจัยที่จะเอื้อต่อระบบและกระบวนการแห่งการศึกษาภายในตัวบุคคล กระบวนนี้แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรสิกขา แปลว่า หลักการศึกษา ๓ ประการ คือ
(๑) การฝึกฝนอบรม ในด้านความประพฤติ (Training in Higher Morality) ระเบียบวินัย ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีวะ เรียกว่า ศีล ได้แก่ การรู้จักประมาณในการบริโภคเชิงวัตถุ
(๒) การฝึกอบรมทางจิตใจ (Training in Higher Mentality) การปลูกฝังคุณธรรมสร้างเสริมคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพของจิต เรียกว่า สมาธิ หรือการรู้จักควบคุมความต้องการบริโภคทาง จิตใจที่เป็นเรื่องของตัณหาล้วนๆ
(๓) การฝึกฝนอบรมทางปัญญา (Training in Higher Wisdom) ให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้ความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้แก้ปัญหาไปตามแนวทางเหตุผลรู้เท่าทันโลกและชีวิต จนสามารถทำจิตใจให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆ ดับกิเลสดับทุกข์ได้ เป็นอยู่ด้วยจิตใจอิสระผ่องใสเบิกบาน เรียกว่า ปัญญา หรือได้แก่การพิจารณาก่อนจะบริโภค คือ บริโภคเพื่อเป็นปัจจัยหนุนตัว สติ เพื่อเป็นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมวินัย นี่เป็นกระบวนการพัฒนามนุษย์อย่างเต็มระบบ
วัตถุประสงค์ของการบริโภคในพระพุทธศาสนา
จากกระบวนการบริโภคเชิงพุทธข้างต้น ทำให้กระบวนการพัฒนาชีวิตก้าวหน้าต่อไปอีก กล่าวคือ เมื่อได้เรียนรู้ผ่านการบริโภค ก็จะทำให้แยกได้ระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่ยังไม่ดี ระหว่างสิ่งที่สมบูรณ์กับสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ระหว่างสิ่งที่อยู่ในภาวะที่ควรจะเป็นกับสิ่งที่ยังไม่เข้าถึงภาวะที่ควรจะเป็น พอแยกได้อย่างนั้นแล้ว บุคคลก็อยากให้สิ่งนั้นอยู่ในภาวะที่ดี ที่สมบูรณ์ ที่ควรจะเป็น ถึงตอนนี้ ก็จะเกิดความอยาก (ฉันทะ) หรือความต้องการชนิดใหม่ คือ ต้องการให้มันดี ให้มันสมบูรณ์ เรียกง่ายๆ ว่า ใฝ่ดี เมื่ออยากให้มันดี แต่มันยังไม่ดี ก็อยากทำให้มันดี ความอยากทำให้มันดีนี้ เรียกว่า ความใฝ่สร้างสรรค์ เมื่ออยากทำให้มันดี ก็พยายามที่จะทำ เมื่อทำด้วยความต้องการที่จะทำ เขาก็จะมีความสุขจากการกระทำ และเมื่อทำให้ดีได้ก็จะยิ่งมีความสุข เรียกว่า ความสุขจากการสร้างสรรค์ ตรงนี้แหละเป็นเป้าหมายของการบริโภคเชิงพุทธ ได้แก่ การฝึกหรือใช้การบริโภคเป็นจุดเริ่มเพื่อที่จะพัฒนา คือ ความใฝ่สร้างสรรค์ และการมีความสุขจากการทำการสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงการพัฒนาคนให้เกิดความต้องการทำให้ดี และการมีความสุขจากการกระทำที่สนองความต้องการนั้น
ผลสัมฤทธิ์ของการบริโภคที่เป็นตัวขับเคลื่อนของการพัฒนามนุษย์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของการบริโภคเชิงพุทธ คือ มรรค ผล และนิพพาน อันเป็นอริยบุคคลที่เรียกว่า พระอรหันต์ บุคคลที่บริโภคอย่างไม่เป็นทาสของกิเลส มี ๔ จำพวก คือ
๑. พระโสดาบันบุคคล แปลว่า ผู้ถึงกระแสแห่งนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก สามารถละโอรัมภาคิยสังโยชน์อันเป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส ด้วยโสดาปัตติมรรค คือ ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุความเป็นพระโสดาบันหรือญาณคือ ความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ
๒. พระสกทาคามีบุคคล แปลว่า ผู้จะเกิดอีกครั้งเดียว หรือผู้จะมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการได้เหมือนขั้นโสดาบัน พร้อมกับบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง
๓. พระอนาคามีบุคคล แปลว่า ผู้ไม่มาสู่โลกนี้อีก หมายความว่าหลังจากตายไปแล้วท่านจะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหันตผลในที่นั้น ละสังโยชน์ได้เพิ่มจากเดิมอีก ๒ ประการ คือ ๑) กามราคะ
๒) ปฏิฆะ หรือ พยาบาท รวมเป็น ๕ ประการ ซึ่งเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์
๔. พระอรหันต์ มีความหมายเป็น ๕ นัย คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส, กำจักข้าศึกคือกิเลส, เป็นผู้หักซี่กำแห่งสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด, เป็นผู้ควรรับไทยทาน, เป็นผู้ไม่มีความลับในการทำบาป และเป็นอเสขะคือจบการศึกษา และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพาน
โดยนัยนี้ คนที่บรรลุวัตถุประสงค์วิธีการใช้สอยปัจจัย ๔ หรือ การรู้จักพิจารณาบริโภคในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะพ้นจากอำนาจครอบงำของความรู้สึกฝ่ายตัณหา ขึ้นมาสู่ความปลอดโปร่งชื่นบานแห่งความรู้ความเข้าใจฝ่ายปัญญา และสามารถดำรงตนในฐานะกัลยาณมิตรให้กับสังคมที่เปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์นั้นต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ คือ กระบวนการแห่งการบริโภคเชิงพุทธ อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราเรียกว่า พระธรรมวินัย
เกณฑ์การตัดสินหรือหลักการตัดสิน “การบริโภค”
คือ สิ่งใดที่เรียกว่า บริโภคด้วยปัญญา และสิ่งใดที่เรียกว่าบริโภคเพื่อเสพด้วยตัณหา ดังนี้ ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัส ไว้แก่นางมหาปชาบดีโคตมีมีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน ท่านบอกว่า หลักที่ใช้ตัดสินว่าการบริโภคเช่นไรเป็นเชิงพุทธหรือเช่นไรผิดหลักพุทธ ซึ่งได้กล่าวเป็นเกณฑ์หลักว่า ธรรมหรือคำสอนอันใดเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็คือให้ดูว่าธรรมที่เขายกมาอ้างหรือกล่าว หรือประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อวิราคะ คือ ความคลายกำหนัด คลายความติดหรือไม่ เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพื่อความคลายการหลุดจากความทุกข์ไม่ประกอบด้วยความทุกข์ เป็นไปเพื่ออปจยะ ความไม่พอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออัปปิจฉตา ความมักน้อย เป็นไปเพื่อสันตุฏฐี ความสันโดษ เป็นไปเพื่อความปวิเวก ความสงัด เป็นไปเพื่อวิริยารัมภะ การปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อสุภรตา ความเลี้ยงง่ายหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไปตามหลัก ๘ ประการนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าบริโภคไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าผิดหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นไปตามหลักนี้เข้ากันได้กับความที่กล่าวมา ๘ ประการ ก็เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นการบริโภคเชิงพุทธที่ถูกต้องดีงาม
ยังมีหลักธรรมคล้ายๆกันอีกหมวดหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พระอุบาลี ก็เรียกชื่อทำนองเดียวกันว่าเป็นลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยมี ๗ ประการ คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อเอกันตนิพพิทา เพื่อความเบื่อหน่ายโดยสิ้นเชิง เป็นไปเพื่อวิราคะ การคลายความยึดติด เป็นไปเพื่อนิโรธ ความดับทุกข์ เป็นไปเพื่ออุปสมะ ความเข้าไปสงบระงับ เป็นไปเพื่ออภิญญา ความรู้ยิ่งเฉพาะ เป็นไปเพื่อสัมโพธะ ความตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน รวม ๗ ประการ ถ้าเข้ากับหลักนี้ ก็เรียกว่าพระธรรมวินัย เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้ากับหลักนี้ก็ไม่ใช่ หลักการทั้งสองประการนี้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยลักษณะของการบริโภคทางพระพุทธศาสนาได้ดีมากในเวลาที่ผู้ศึกษาเกิดความไม่แน่ใจหรือไขว้เขวต่อวิธีการหาข้อสรุปที่ชัดเจนในทางพระพุทธศาสนา
สรุป
การบริโภคเชิงพุทธ ก็คือ การบริโภคอย่างมี สติ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เพื่อบริโภคในการเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม คือการบริโภคเพื่อการศึกษา อันจะนำไปสู่การไม่ตกเป็นทาสตัณหา คือ ความเป็นอิสรภาพในขั้นอายตนะคือ เพื่อเรียนรู้มิใช่เพื่อเสพ และควบคุมการปรุงแต่งทางความต้องการทางใจหรือตัณหา และเพื่อพิจารณาส่งเสริมต่อการใช้ปัญญา อันจะนำไปสู่ ความดับทุกข์ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยใช้หลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าวางไว้มาเป็นเกณฑ์การตัดสิน
ภาคผนวก
แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว )
สังคมไทยในปัจจุบัน มีวิถีการดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะของเศรษฐกิจกระแสหลัก ด้วยมนุษย์ต้องดำเนินชีวิตอิงอาศัยปัจจัยสี่ จึงมีการแลกเปลี่ยนทางเงินตราเพื่อเป็นปัจจัยในการซื้อขายสิ่งยังชีพเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจ แต่ว่าการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมิได้มีเพียงการพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างเดียว แต่มีปัจจัยภายในคือการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญาเพื่อจัดสรรชีวิตให้เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญ นั่นเป็นที่มาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงนั้น ซึ่งมีหลักปรัชญา คือ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการประยุกต์วิถีทางเศรษฐกิจพื้นฐานจากบริบทสังคมไทยดั้งเดิมโดยดำรงและปฏิบัติตนตามสภาพวิถีแห่งวัฒนธรรมไทยอย่างที่ควรจะเป็นด้วยการมองโลกเชิงระบบที่มีพลวัติ มุ่งเน้นการดำเนินชีวิตที่ทวนกระแสเงินตราแต่ให้กลับมาสู่การดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองคือ การทำมาหากินตามศักยภาพของตนอย่างมีคุณภาพและความสุข เป็นเป้าหมายแห่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน คุณลักษณะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปฏิบัติบนทางสายกลางตามอิทธิพลพระพุทธศาสนาผ่านการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คือ ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ ได้แก่
(๑) ความพอประมาณ หมายถึง การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอดี
(๒) ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล
(๓) การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอดี คือ อาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่สามารถนำมาใช้ได้จริง แต่ต้องประยุกต์ให้เหมาะสมกับสภาวะสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค คำว่าพอเพียงเป็นทัศนะแม่บท ที่คนไทยต้องนำมาใช้จัดสรรผ่านองค์ความรู้ท้องถิ่น ด้วยการรู้จักใช้ปัญญา พึ่งพาตนเองได้ จึงจะเป็นวิถีชีวิตพอเพียงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนี้แล.
--------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
๑.๑ พระไตรปิฎก
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เล่มที่ ๑, เล่มที่ ๔, เล่มที่ ๑๑, เล่มที่ ๑๒, เล่มที่ ๒๕,เล่มที่ ๒๐,เล่มที่ ๒๙, เล่มที่ ๓๐,
เล่มที่ ๓๑, เล่มที่ ๓๖, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ,
๒๕๓๙.
๑.๒ อรรถกถา
วินยปิฏก สมนฺตปาสาทิกาปาราชิกกณฺฑ สํฆาทิเสสาทิมหาวคฺคาทิอฏฺฐกถา (ภาษาบาลี). เล่มที่ ๑.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๓๙.
๑.๓ หนังสือ
คณาจารย์ภาควิชาสังคม. สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเบื้องต้น. กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
รามคำแหง, ๒๕๓๔.
จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ และคณะ. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๘,กรุงเทพ ฯ: มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๐.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๘.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐,
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). วาทะธรรมเพื่อการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร :
นานมีบุ๊ค, ๒๕๔๔.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การศึกษาทางเลือก : สู่วิวัฒน์หรือวิบัติ ในยุคโลกไร้พรมแดน. พิมพ์
ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๑.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม.พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๒.
สุพัตรา สุภาพ. สังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๔.
สัญญา สัญญาวิวัฒน์. หลักสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๒๓.
------------------------. พุทธสังคมวิทยา. กรุงเทพ ฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์, ๒๕๓๓.
แสง จันทร์งาม. พุทธศาสนวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพ ฯ : เจริญกิจ, ๒๕๓๕.

--------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

อภิปรัชญา

อภิปรัชญาหมายถึงอะไร และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร ?
1.1. ความเป็นมาของอภิปรัชญา
เมื่อยุคเหตุผลได้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 2- 3 พันปีผ่านมา มนุษย์เสื่อมศรัทธาจากแนวคิดเรื่องพระเจ้าเป็นซึ่งถือว่าปฐมเหตุของสรรพสิ่งในสมัยนั้น และพากันตั้งข้อสงสัยใหม่ว่า ปฐมเหตุของสรรพสิ่งไม่น่าจะเป็นพระเจ้า น่าจะเป็นธรรมชาติมากกว่า ต่างก็พยายามคิดหาคำตอบ ที่แตกต่างกันไปต่าง ๆ นา ๆ เช่น น้ำ อากาศ ไฟ และปรมาณูเป็นต้น ในระยะแรก ๆ แนวความคิดอาจหยาบจนมีช่องโหว่ให้คนรุ่นหลังโต้แย้งได้เรื่อย ๆ ละเอียดอ่อนขึ้นจนถึงขั้นที่คิดวิเคราะห์สิ่งที่เป็นนามธรรมได้ว่าเป็นต้นตอ ของสิ่งที่เป็นรูปธรรม นี่คือวิวัฒนาการของกระบวนการค้นหาความแท้จริงซึ่งคนโบราณเรียกกันว่า ภววิทยาบ้าง ปฐมปรัชญาบ้าง จักรวาลวิทยาบ้าง และโลกวิทยาบ้าง สุดแต่รายวิชาที่เกี่ยวข้อง และอีกหนึ่งที่มาของคำว่า อภิปรัชญา ซึ่งแปลตามตัวว่า ปรัชญาอันยิ่ง หรือปรัชญาชั้นสูง เป็นคำที่พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทารงคิดขึ้นเพื่อใช้แทนคำ metaphysics โดยทรงคิดเทียบเคียบกับคำ อภิธรรมปิฎก ส่วนเหตุผลที่ทรงคิดบัญญัติคำนี้ขึ้น ทรงอธิบายไว้ว่าคำ (metaphysics) นั้นจะแปลตามมูลศัพท์ไม่ได้ เพราะเป็นคำซึ่งผูกขึ้นเนื่องมาจากเหตุบังเอิญ คือข้อความที่อาริสโตเติลแสดงในเรื่อง หลักมูลแห่งวิชาความรู้ ที่เรียกว่า First Philosophy นั้น บังเอิญอยู่หลังตอนที่แสดงเรื่องฟิสิกส์ ฉะนั้น การหาคำแปลจึงต้องหาคำซึงมีความหมายถึง First Philosophy ในพระไตรปิฎก ซึ่งว่าด้วยเนื้อความอย่างยิ่ง ฉะนั้น โดยทำนองเดียวกัน First Philosophy ก็อาจแปลได้ว่า อภิปรัชญาด้วยเหตุนี้จึงได้แปล metaphysics ว่า “อภิปรัชญา” นั่นคืออภิปรัชญา ก็คือ First Philosophy ของอาริสโตเติล และ First Philosophy ก็คือ metaphysics ปัญหาและที่มาของคำว่า metaphysics คือ

1.2. Metaphysics มีความเป็นมาอย่างไร ?
เมื่อประมาณก่อน ค.ศ. 70 แอนโดรนิคุสแห่งเกาะโรดส์ (Androicus of rodes) ผู้ทำหน้าที่รวบรวมผลงานของอาริสโตเติล ไว้เป็นหมวดหมู่ ได้จัดเรียงผลงานที่มีลักษณะเป็น ปรัชญาที่เรียกว่า First Philosophy ไว้หลังผลงานปรัชญา ธรรมชาติ Natural Philosophy
กล่าวอีกอย่างก็คือ แอนโดรนิคุสได้เรียงผลงานของอาริสโตเติล ที่มีลักษณะเป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ ในฐานะเป็นสิ่งจริงแท้ ตามสภาพที่มันเป็นอยู่นั้น หรือเรื่อง (abstraction) ไว้หลังผลงานที่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์กายภาพ (physics) ต่อมานิลาโคอุส (Nicolaus) แห่งดามัสกัสได้เรียก First Philosophy นั้นว่า tameta phisika แปลว่า “มาทีหลัง” physika
ดังนั้น คำว่า meta อาจมีความหมายแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ
- มีผู้แปลคำว่า metaphysika ว่าหมายถึงผลงานกองถัดไปบ้าง
- แปลว่า วิชามาภายหลังฟิสิกส์ (comes after physics ) บ้าง
- แปลว่าวิชาที่อยู่เหนือฟิสิกส์ (beyondphysics ) บ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า metaphysics ก็ยังหมายถึง First philosophy อยู่นั้นเอง.
ในการศึกษาวิชาปรัชญาเดิมนั้น ไม่ได้แบ่งออกเป็นสาขาต่าง ๆ ยังคงศึกษาร่วมกันไป ดังนั้นคำว่า metaphysics จึงหมายถึงปรัชญาทั้งหมดเพราะวิชาปรัชญาเป็นวิชาแรกของโลก
อภิปรัชญาระยะเริ่มแรก ได้แบ่งออกเป็น 3 หมวดคือ (First Philosophy)
1.2.1 Ontology = ภววิทยา
1.2.2 Cosmology = จักรวาลวิทยา
1.2.3 Epistemology= ญาณวิทยา

1.3. ความหมายของอภิปรัชญา
นักปรัชญาหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของอภิปรัชญาไว้ต่าง ๆ กันจึงขอนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้ เฉพาะทรรศนะที่น่าสนใจดังนี้
อภิปรัชญาถ้าแปลตามรากศัพท์ภาษาสันสกฤต ก็หมายถึง ความรู้อันประเสริฐยิ่งซึ่งมาจากรูปศัพท์คือ อภิ (ยิ่งใหญ่) + ปร (ประเสริฐ) + ชญา (ความรู้) = อภิปรัชญา แปลว่า ความรู้อันประเสริฐยิ่ง หรือยิ่งใหญ่ ในความหมายของทางศาสนาพุทธ คำว่าความรู้อันประเสริฐนั้นหมายถึงความรู้ที่ไม่มีความสงสัย เป็นความรู้ที่ได้จากการ ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าที่เป็นระบบเบ็ดเสร็จแล้ว เช่น มรรคมีองค์ ๘, อริยสัจจ์ ๔, และปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น
แต่อภิปรัชญาในความหมายของปราชญ์เมธีทางตะวันตกส่วนมากที่แปลตามความหมาย (metaphysics) ก็คือ สิ่งที่อยู่เหนือการพิสูจน์ หรือเหนือการสัมผัสได้ ทางอินทรีย์ ๕ และยังเป็นสิ่งที่กังขา รอการหาคำตอบที่ชัดเจนอยู่ เรียกว่า อภิปรัชญา .
หรือถ้าพิจารณาตามเนื้อหาที่วิชาปรัชญาศึกษาก็เห็นว่าแบ่งออกเป็น 3 สาขาคือ จะเห็นความหมายที่แตกต่างกันดังนี้
(1) สาขาอภิปรัชญา = ศึกษาปัญหาเรื่องโลก จักรวาล พระเจ้าแ ละจิตซึ่งมีความสงสัยว่า
(what is reality) ? อะไรคือ ความจริง ?
(2) สาขาญาณวิทยา = ศึกษาเรื่องกำเนิดของความรู้ ธรรมชาติของความรู้ และวิธีการตรวจสอบความรู้ (How to know reality) ? จะรู้ความจริงได้อย่างไร ?
(3) สาขาคุณวิทยา = จริยศาสตร์ ศึกษาปัญหาเรื่อง ความดี, เป้าหมายของชีวิต, และเกณฑ์การตัดสินปัญหาเรื่องความดีและความชั่ว (How to act according to reality) เราพึงประพฤตตนอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับความแท้จริง ? และอีกนัยหนึ่ง อภิปรัชญาพยายามตอบปัญหาที่ว่า อะไรคือความจริงอันติมะ (What is ultimate reality )?
สรุปว่า: วิชาที่ว่า อภิปรัชญา หรือเมตาฟิสิกส์นี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 ความหมาย และมีคำไวพจน์ หรือคำแทนชื่อ 4 คำคือ
(1). อภิปรัชญา (2). ความรู้ขั้นปรมัตถ์
(3). Metaphysics (4). อตินทรีย์วิทยา
โดยทั่วไปถือกันว่า อภิปรัชญาเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาซึ่งว่าด้วยปัญหาพื้นฐานที่เกี่ยวกับสภาพของโลกและฐานะของมนุษย์ แต่มีผู้ทักว่านิยามนี้กว้างเกินไป เพราะปรัชญาเองก็อาจนิยามเช่นนี้ได้ด้วย แล้วเสนอนิยามที่แคบกว่านี้ว่า อภิปรัชญาคือ การศึกษาเรื่องภาวะหรือสัตว์ (Being) และความมีอยู่ (existence) คือศึกษาถึงภาวะทั่วไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ของสิ่งทั้งหลาย นอกเหนือไปจากที่วิทยาศาสตร์แต่ละสาขาศึกษาได้
ตามประวัติของปรัชญาตะวันตกปรากฏว่าบางครั้งอภิปรัชญาถูกกล่าวหาว่าเป็นนักขี้สงสัยหรือถูกปรักปรำว่า เป็นการศึกษาปัญหาไร้ประโยชน์และหาสารประโยชน์อะไรไม่ได้เลยเช่น
ค้านท์ (Kant) เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าอภิปรัชญาคือการศึกษาทางวิภาษวิธีและกลลวง (a dialectical and deceptive study ) หนังสือ (Ritique of pure reason) ของท่านถือเอาเรื่องการวิพากษ์อภิปรัชญาและกลลวงของอภิปรัชญา เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในช่วงเวลา 10 ปี นับจาก พ.ศ.2470 – 2480 ปรัชญาของอังกฤษและอเมริกาได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมาก จาก ปฏิฐานนิยม (positivism) จึงถือว่าอภิปรัชญาไม่ใช่การศึกษาที่ถูกต้อง
ในช่วงเวลา 10 ปี นับจาก พ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๕๐๐ บรรยากาศของอภิปรัชญาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น แม้ในอังกฤษก็มีทฤษฎีใหม่ หลายทฤษฎีต่างถือว่า ปัญหาทางอภิปรัชญาเป็นปัญหาอันดับรอง คือไม่ใช่ปัญหาอันดับแรกเช่น ทฤษฎี เหล่านี้จะถามกันว่า ข้อความของอภิปรัชญา เป็นข้อความชนิดไหน ไม่ใช่ถามว่า อภิปรัชญาคืออะไร ให้ต่างและดีกว่าโลกที่เราประจักษ์เช่น อภิปรัชญาไตร่ตรองของ ปาร์มิเดส ที่ถือว่า โลกปรากฏแก่เราว่าเปลี่ยนแปลงและมีหลายสิ่ง หลายอย่างอยู่ในโลก แต่ตามความเป็นจริงแล้วโลกนี้คงที่และมีอย่างเดียว.
1.4. ลักษณะปัญหาทาง อภิปรัชญา
ปัญหาทางอภิปรัชญาหลัก ๆ ก็คือสิ่งที่อยู่เหนือประสาทสัมผัสหรือ สิ่งที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้เช่น คำถามที่ว่า
(1). พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกจริงหรือ
(2). สิ่งแรกที่เป็นต้นตอของสรรพสิ่งคือพระเจ้าหรือธาตุ
(3). ปฐมธาตุของสรรพสิ่งเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม
(4). ปฐมธาตุของสรรพสิ่งคือน้ำ
(5). สสารเป็นผลพลอยได้ของจิต
(6). ผี สาง เทวดา มีจริงหรือไม่
(7). นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่
(8). วิญญาณเป็นอมตะใช่หรือไม่
(9). อิเล็กตรอน โปรตอน เป็นอนุภาคสุดท้ายของสสาร
(10). ปรมาณูทางจิต เป็นอนุภาคสุดท้ายของสสาร
คำถามเหล่านี้คือ ปัญหาของอภิปรัชญาที่ยังเฝ้าคอยรอคำตอบ มานานนับหลายพันปีแต่ก็ มี. 1.5. ความแตกต่างระหว่างอภิปรัชญา ศาสนาและวิทยาศาสตร์
อภิปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่างกับศาสนาตรงที่ การศึกษาเริ่มต้นด้วยความสงสัยเป็นพื้นแต่ศาสนาศึกษาเริ่มต้นด้วยความศรัทธาเป็นพื้น และศาสนาดำเนินการด้วยพิธีกรรมและการปฏิบัติตามหลักของศาสดานั้น ๆ แต่วิทยาศาสตร์ดำเนินการด้วยการทดลองแล้ว ๆ เล่า ๆ เพื่อเค้นหาสิ่งที่ต้องการและอภิปรัชญาดำเนินการด้วยการคิดและทกเถียงสนทนาด้วยการวิเคราะห์, การสังเคราะห์และการ วิพากษ์วิจารณ์ประเมินค่าส่วนเป้าหมายของอภิปรัชญา ก็คือ รู้เพื่อรู้ ส่วนวิทยาศาสตร์รู้เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพและศาสนานั้นเป้าหมายเพื่อความสุข ทางจิตใจ เพื่อจะได้ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า หรือเพื่อถึงความหลุดพ้น ฯลฯ.
1.6. สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในสังคมปัจจุบันได้อย่างไร
อภิปรัชญาเป็นเมื่อดูโดยไม่ได้ใช้การใคร่ ควนแล้ว ก็เหมือนเป็นเรื่องของอุดมคติ ที่เกินความจำเป็นที่จะเข้าไปมีคุ้นเคยด้วยเลย หรือเหมือนชาวบ้านที่เป็นพุทธศาสนิกชนทั่วไปเห็นตู้หนังสือพระไตรปิฎกอันเป็นคลังแห่งปริยัติธรรม แต่เขาก็คงคิดว่าอยู่คนละมิตินั่นดีแล้ว เพราะเกินความต้องการที่จะเข้าไปรู้จัก แท้ที่จริงแล้วอภิปรัชญาก็เช่นเดียวกัน ถ้ารู้จักนำมาประยุกต์ใช้ก็ทำให้เกิดผลได้อย่างเนอกปริยาย ที่จะกำหนดให้หมดสิ้นได้ อย่างเช่นผู้รู้ต้นไม้อย่างถ่องแม้เหมือนหมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็เห็นว่าต้นไม้ใบหญ้าทั่วปริมณฑล ๓ โยชน์เมืองตักศิลา เขาไม่เห็นมีต้นไม้ชนิดใดที่ไม่มีคุณค่าต่อการพยาบาลคนไข้ได้ เลยแม้สักต้นเดียว
ดังนั้น อภิปรัชญาก็เป็นแปรนหรือแผนที่ ๆ เราทุก ๆ คนที่คงต้องได้รู้ เพราะโลกใบนี้ถึงแม้ว่าจะมีวิชาต่าง ๆ ที่ต้องให้เราต้องศึกษามากมายแต่เมื่อย่นย่อลงหน่อยก็มีเพียง 2 วิชานั่นก็คือ วิชาที่ว่าด้วยการครองชีพ หรือเทคนิคต่าง ๆ ที่จะพอเป็นวิชาทำมาหากิน เลี้ยงปากท้อง ฯลฯ และวิชาที่ให้ความสุขทางใจหรือ เป็นสะลัก ลิ่มของจิตใจ ไม่ให้ห่อเหี่ยวและสดใสอยู่ได้
เพราะ ฉะนั้นอภิปรัชญาเมื่อประมวลลงโดยสังเขปแล้วสามารถประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบันดังนี้ ในการดำรงชีพและประพฤติปฏิบัติ จารีตประเพณี หรือในวิถีชีวิต (The ways of life ) นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษของเราเคยพร่ำสอนว่าในครอบครัวของเราถ้าเราไม่ก่อการทะเลาะวิวาท เคารพนับถือบิดามารดา เชื่อฟังถ้อยคำของ คนเฒ่าคนแก่ จะทำให้ ครอบครัวนั้น ๆ อยู่สุขสบาย เพราะมีเทวดาคุ้มครอง ป่าไม้ ภูเขา ที่เปลี่ยวหนาและต้นน้ำ ลำธาร บนขุนเขาย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธ์และเจ้าที่คอยปกป้องคุ้มครอง จึงทำให้ครอบครัวและป่าไม้ได้รับความชุ่มเย็นเรื่อยมาได้หลายร้อยปีเพราะมีมนุษย์ยังมีความ เกรงกลัว แต่ถ้าสมมติว่าเราไม่มีความเชื่อกับสิ่งเหล่านี้ คือไม่เชื่อว่าบิดามารดา มีอุปการคุณต่อลูก ๆ ไม่เชื่อว่ามี ผีสาง เทวดา ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีหรือไม่มี ไม่เชื่อนรกมี สวรรค์มี เมื่อมารดาตั้งครรภ์ขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นภาระจะทำแท้งหรือทารุนอย่างไรก็ได้เพราะสิทธิของฉัน หรือพ่อแม่ที่ชราภาพแล้วลูก ๆ เห็นว่าน่ารำคาญ เมื่อลับตาคนหรือคิดว่ากฎหมายเอาผิดไม่ได้ก็ฆ่าทิ้งเสีย แล้วบ้านเมืองของเราจะเป็นอย่างไร เหตุนี้เองการใช้อภิปรัชญาแม้จะอยู่เหนือการสัมผัสแต่ก็สามารถนำมาพร่ำสอนและเป็นวิทยายุทธ์ ให้ความสุขอยู่ ไม่น้อยเลย
และประโยชน์อันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของอภิปรัชญาก็คือ การสร้างองค์กรทางสังคมบนพื้นฐานบางอย่าง ที่มั่นคงเนื้อหาปรัชญาที่เกี่ยวข้อง บางส่วนขึ้นอยู่กับทางสังคมแต่ละสถาบันจะต้องมีการออกกฎระเบียบเพื่อที่สร้างหลักประกันที่มั่นคงในระเบียบดังกล่าวจะมีการระบุถึงปรัชญาไว้ไม่ได้โดยนัยก็ระบุโดยตรง เช่น มีหลายประเทศพยายามที่จะลอกเลียนแบบระบบประชาธิปไตย ของประเทศที่ประสบผลสำเร็จเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ไปใช้ในประเทศของตนบ้าง แต่กลับล้มเหลว ทั้งนี้เนื่องจากว่าพวกเขารับไปแต่วิธีการปฏิบัติและรูปแบบเท่านั้น โดยไม่ได้ดูดกลืนเอาปรัชญาประชาธิปไตยไปด้วยพวกเขายึดตามหลักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้พยายาม ที่จะเข้าใจ ประชาธิปไตยเสียบ้างเลย การที่จะนำประชาธิปไตยไปใช้อย่างได้ผลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจปรัชญาประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้
ฉะนั้น อภิปรัชญาจึงยังมีความจำเป็นอยู่มากสำหรับการอธิบายถึงจุดกำเนิดของสรรพสิ่ง การดำเนินชีวิต กฎเกณฑ์ทางสังคม และเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและสังคม อภิปรัชญาจึงเป็นเหมือนปุ๋ยอินทรีย์และน้ำสำหรับเติมเต็ม สิ่งที่สังคมยังพร่องให้ดูดีอีกต่อไป.

2. สัจนิยม (Realism)
2.1. ความหมาย สัจนิยม
คำว่า สัจนิยมหมายถึงทฤษฎีที่ถือว่าโลกภายนอกเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริงและเป็นสิ่งที่มีอย่างอิสระจากจิตของมนุษย์ จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ใน ทาง ประวัติศาสตร์จากเหตุผลอันนี้ สัจนิยม บางครั้งเราก็เรียกว่าวัตถุวิสัยนิยม (Objectivism) สัจนิยม และวัตถุวิสัยนิยม ทั้งสองเป็นทฤษฎีอภิปรัชญา ที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในทางญาณวิทยา สัจนิยมถือว่าในกระบวนการของความรู้ วัตถุเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างอิสระและมีอยู่โดยปราศจากการรับรู้ของผู้รู้ ดังนั้นหลักสำคัญของทฤษฎีนี้ในขอบเขตของญาณวิทยาถือว่าวัตถุและคุณภาพของสัตถุทุกชนิดเป็นสิ่งที่มีอย่างอิสระปราศจากการรับรู้ของผู้รู้และกระบวนการของความรู้ แต่เป็นสิ่งที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสและเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริงตามสภาพของมัน
ที่นี้ คำว่า Real Reality & Realism คำว่า Real หมายถึงสิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่แท้จริงโดยระบุถึงสิ่งต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ ที่มีอยู่ตามสภาพของมันซึ่งตรงกันข้ามกับการจินตนาการณ์ ดังนั้น คำว่า Real จึงหมายถึงสิ่งที่มันเป็นจริง
คำว่า Reality คือสภาวะหรือคุณภาพของสิ่งที่มีอยู่ หรือดำรงอยู่อย่างแท้จริงซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นเพียงปรากฏการณ์ คือ (มีอยู่ชั่วคราว)
คำว่า Realism ตามความหมาย ที่นิยมกันทั่วไป อาจหมายถือเฉพาะเจาะจงข้อเท็จจริงตามแต่กรณี ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราปรารถนาหรือสิ่งที่เราต้องการ
อย่างไรก็ตามในทางปรัชญา คำว่า Realism เรานำมาใช้ ในความหมายทางวิชาการกันมาก ดังนั้น คำว่า Realism ในความหมายปรัชญาคือ สิ่งที่เรารับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างแท้จริงตามสภาพของมัน และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านั้นมีอยู่อย่างแท้จริงอย่างอิสระจากการรับรู้หรือรับทราบของจิตแต่ยังมีนักสัจนิยมหลายคนยืนว่า ปรากฏการณ์ ทางจิตและปรากฏการณ์ทางกายถูกถือว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ต่างหากจากการรับรู้ของจิต
2.2. ลักษณะของ สัจนิยมทั่วไป
(1). สสาร เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างอิสระจากความรู้ สสารมิได้มีอยู่เพราะมันถูกรู้ จิตจะรับรู้หรือไม่ก็ตามสสารก็มีอยู่อย่างนั้น
(2). สสาร มีคุณภาพเป็นของตนเองสสารแต่ละชนิดมีคุณภาพเป็นของตัวเองและลักษณะการมีอบยู่ของสสารก็มิได้ขึ้นอยู่กับผู้รู้แต่อย่างใดคุณภาพทั้งหมดของสสารมีอยู่อย่างอิสสรเช่นเดียวกับสสาร.
(3). ความรู้ มิได้มีอิทธิพลเหนือสสารแต่ประการใดความรู้เรื่องสสารหรือคุณภาพของสสารมิได้มีอิทธิพลใด ๆ เหนือสสารหรือคุณภาพของสสารแลกะความรู้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสสารแต่อย่างใด.
(4). สสารเป็นสิ่งมีอยู่ตามที่ปรากฏไม่มีความแตกต่างระหว่างรูปแบบและธรรมชาติของ สสารเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามที่มันปรากฏโดยทำนองนี้ จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างความจริงเรื่องสสารและประสบการณ์เกี่ยวกับสสาร.
(5). สสารเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้โดยตรงเรารู้สสารโดยตรงกล่าวอีกอย่างไม่มีอะไรเข้าไปขัดขวางระหว่างสสารและความรู้เกี่ยวกับสสาร ๆ เป็นเนื้อหาแห่งประสบการณ์ของเราและการได้รู้สสารตามที่มันมีอยู่.
(6). สสารเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปความรู้เรื่องสสารมิได้ถูกจำกัด เฉพาะบุคคลใด บุคคลหนึ่ง บุคคลจำนวนมากสามารถมีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับสสารชนิดเดียวกันเพราะฉะนั้นสสารชนิดเดียวกันสสารและความรู้เกี่ยวกับสสารจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจกันโดยทั่วไป.
2.3. ลัทธิสัจนิยมทั่วไป
ลัทธินี้ ถือว่าสิ่งภายนอกตัวเรามีจริงมีอยู่ด้วยตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่กับจิตความรู้คือการถ่ายแบบ สิ่งภายนอกพร้อมทั้งคุณสมบัติทุกอย่างของมันเข้าไปในจิต การถ่ายแบบมีลักษณะเหมือนกับการจำแผนภูมิ หรือจำรูปเรขาคณิตสิ่งภายนอกหรือสสารเป็นวัตถุวิสัยมีคุณภาพ 2 ชั้นคือ คุณภาพปฐมภูมิกับคุณภาพทุติยภูมิ คุณภาพปฐมภูมิเป็นคุณภาพโครงสร้างของสสารเช่น การกินที่ การเคลื่อนที่ น้ำหนัก รูปทรง ขนาด ปริมาณ การหยุดนิ่ง เป็นต้น ส่วนคุณภาพทุติยภูมิซึ่งเราจะรับรู้มันได้ทางประสาทสัมผัส.
2.4. ลัทธิสัจนิยมทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร ?
จอห์น ลอค (John Locke) เป็นผู้ก่อตั้งลัทธินี้เขาถือว่าความรู้คือการถ่ายแบบเช่นกัน แต่คุณภาพปฐมภูมิเท่านั้นที่จะถ่านแบบเข้าไปในจิตได้ส่วนคุณภาพทุติยภูมิ ไม่จำเป็นต้องถ่ายแบบเพราะเป็นเพทนาการ หรือความคิดของจิตอยู่แล้วเขาจึงถือว่าคุณภาพปฐมภูมิของสสารเป็นวัตถุนิยม ส่วนคุณ ภาพทุติยภูมิเป็นจิตวิสัยคือต้องขึ้นอยู่กับการรับรู้ของจิตถ้าจิตไม่รับรู้จะมีอยู่ไม่ได้เลย เช่น สีไม่มีสำหรับคนตาบอดสี เสียงไม่มีสำหรับคนหูหนวก ดังนั้นความรู้คือการถ่ายแบบคุณภาพปฐมภูมิ ของสิ่งภาพนอกเข้าไปในจิต.







ความแตกต่างระสัจนิยมทั่วไปกับสัจนิยมทางวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้

สัจนิยมทั่วไป สัจนิยมทางวิทยาศาสตร์
1. สสารมีอยู่อย่างอิสระจากความรู้
2. คุณภาพต่าง ๆ ของสสารมีอยู่ในสสาร
3. ความรู้ไม่มี อิทธิพลเหมือนสสาร
4. สสารคือสิ่งที่มีอยู่ตามที่มันปรากฏ
5. สสารเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยทั่วไป
6. สสารเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยทั่วไป 1. สสารมีอยู่อย่างอิสระจากความรู้ แต่การเก็งความจริงทางอภิปรัชญาขึ้นอยู่กับจิต
2. คุณภาพทุติยภูมิของสสารจิตเป็นตัวกำหนดให้มีโดยอาศัยสสาร
3. มีความคิดมี อิทธิพลเหนือสสาร
4. มีความแตกต่างระหว่างสสารที่มีอยู่จริงกับความคิดเกี่ยวกับสสารซึ่งเป็นเพียงจินตนาการถึงสสารที่แท้จริงเท่านั้น
5. ความรู้เรื่องสสารอยู่ในรูปแบบของความคิดซับซ้อน โดยผ่านสื่อกลางของความคิดทั่วไป
6. สำหรับความคิดทั่วไป สสารเป็นสิ่งที่มีอยู่โดยทั่วไป แต่ในกรณีของความคิดซับซ้อน สสารไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่โดยทั่วปะเพราะว่า สสารเดียวกันทำให้บุคคลมองเห็นแตกต่างกันไป


2.5. สัจนิยมใหม่ (Neo-realism)
ลัทธินี้เชื่อว่าจิตรับรู้สิ่งภายนอกได้โดยตรง ไม่ใช่รับผ่านความคิด ความรู้จึ่งไม่ใช่การถ่ายแบบสิ่งภายนอกเข้าในจิต แต่เป็นอาการที่จิตรับรู้สิ่งภายนอกโดยตรง วัตถุภายนอกมีอยู่จริงด้วยตัวเองไม่ขึ้นอยู่กับจิต คุณภาพทุกอย่างของสสารจึงเป็นวัตถุวิสัย
อย่างไรก็ดี ทรรศนะของลัทธิสัจนิยมจึงไม่ใช่เป็นความคิดใหม่ในทางปรัชญา นักจิตนิยมได้กล่าวไว้ว่า “ ลัทธิสัจนิยมจัดเป็นความเชื่อในทางสัญชาติญาณของมนุษย์ซึ่ง เป็นลัทธิที่มีมาตั้งแต่คนเราเกิดมาในโลก” ลัทธิสัจนิยมสมัยใหม่ได้สร้างทรรศนะขึ้นมาจากรูปแบบต่าง ๆ ของลัทธิสัจนิยมสมัยโบราณ ปรัชญาของอาริสโตเติลได้ยึดหลักเกณฑ์สำคัญของลัทธิสัจนิยมนี้ และมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ ๑๓ โดย เซนต์ โทมัส อไควนัส ที่ได้นิพนธ์ไว้ใน “จุดเด่นเทววิทยา” อีกแง่หนึ่ง ปรัชญาของเซนต์ โทมัสอไควนัส ยังมีนักคิดทางโรมันคาทอลิกได้ปรับปรุงใหม่อีก ดังนั้น ลัทธิโทมัสนิยมใหม่จึงได้รุ่งโรจน์โชติช่วงเรื่อยมา โดยอาศัยลัทธินี้ ลัทธิสัจนิยมของอาริสโตเติลจึงได้กลั่นกรองเพื่อให้เป็นความคิดเพื่อให้เป็นความคิดใหม่ ยิ่งกว่านั้นลัทธิสำนักค้านท์ก็ยอมรับการตีความแก้ไขของลัทธิสัจนิยมนี้ด้วย และตามความรู้สึกทั่วไปปรัชญาของโทมัสเรด (Thomas Reid) ก็ยังให้การสนับสนุนลัทธิสัจนิยมนี้ด้วย.
2.6. ลัทธิสัจนิยมเชิงวิจารณ์ (Gritical Realism)
ซันตายานา (George Santayana: 1863-1952) นักปรัชญาชาวอเมริกัน ถือว่าความรู้คือการที่จิตรับรู้สิ่งภายนอกโดยผ่านตัวกลาง ( Sensa ) ซึ่งเป็นสื่อระหว่างจิตกับวัตถุภายนอก สื่อมีลักษณะไม่ใช่จิตและไม่ใช่วัตถุ แต่สามารถใช้เหตุผลคิดได้ว่ามันมีอยู่จริง เขาถือว่าเรารับรู้วัตถุภายนอกโดยอ้อม ไม่ใช่โดยตรง วัตถุภายนอกจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในสภาพที่จิตจะรับรู้ได้เสียก่อนโดยอาศัยตัวกลางเป็นสื่อนำ กระบวนการรับรู้จึงมี (1)วัตถุภายนอก (2) ตัวกลาง (3) จิต.
2.7. สัจนิยมในพระพุทธศาสนา
เมื่อมาพิจารณาดูหลักฐานทางพระพุทธศาสนาแล้วพอสรุปได้ว่า สัจจะมี 4 ปะเภท ดังต่อไปนี้
2.7.1. สมมติสัจจะ (Conventional truth) ได้แก่ความจริงภายนอก ความจริงชั่วคราวที่โลกสมมติบัญญัติกันขึ้นมา ยอมรับกัน เช่น ชื่อ คน สัตว์ ตำแหน่งต่าง ๆ เป็นต้น
2.7.2. สภาวะสัจจะ (Empirical truth) ได้แก่ความจิรงชั้นในที่อยู่เบื้องหลังสมมติสัจจะ ซึ่งอาจได้จากการวิเคราะห์ก็ได้เช่น พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมให้ภิกษุศึกษาสภาวะสัจจะโดยการสอนให้พิจารณาแยกแยะร่างกายเป็นธาตุ 4 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อาการ 32 เป็นต้น
2.7.3. ปรมัตถสัจจะ (Metaphysical truth) หมายถึงความจริงสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิสัยของประสาทสัมผัส ความจริงที่ไม่สมารถพิสูจน์ได้ด้วยเครื่องมือใด ๆ จึ่งต้องอาศัยการคิด อนุมาน หรือคิด อุปมาณ เช่น ความดี ความชั่ว นรก สวรรค์ ตายเกิด ตายสูญเป็นต้น
2.7.4. อริยสัจจะ (The Noble Truth) ความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับชีวิต 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นความจริงทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นความสำคัญเป็นพิเศษ .
สรุปสัจจะนิยม
สัจจะสำหรับผู้เขียนแล้วเห็นว่ามีอยู่ 3 อย่างคือ จริงโดยสมมติ, จริงตามธรรมชาติและจริงยิ่งกว่าจริง (อริยสัจ ๔), จริงโดยสมมติก็ เหมือนยานี้เป็นยาที่เรานำมาผสม จากต้นไม้ใบหญ้าต่าง ๆ แล้วนำมาบดมาตำ... นำมาปั้น... ให้เป็นขนานเดียวเพื่อรักษาโรค, จริงโดยธรรมชาติก็คือ ต้นไม้ ใบหญ้า ชนิดเดียวไม่ต้องผสม แต่ตัวของมันก็เป็นยาอยู่อย่างนั้น และจริงยิ่งกว่าจริงก็คือ คู่มือหมอ หรือตำราการแพศย์ คือเราสามารถใช้ความรู้จากตำรานั้นศึกษาได้ทุกแบบอยู่ที่เราจะต้องการยาขนานไหน เรารู้วิธีปรุงยาก็เพราะอาศัยตำรา, เรารู้ต้นไม้ก็เพราะอาศัยตำราพร้อมทั้งอาการณ์ของผู้ต้องการบริโภคยานั้นด้วย
แท้ที่จริงแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า ยิ่งเราพูดถึงสัจจะ ยิ่งเราอธิบายสัจจะมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้สัจจะพร่ามัวเท่านั้น เพราะทุกคนจะพูดถึงสัจจะแต่ในแง่ของตน แม้พระอรหันต์ซึ่งเราเชื่อว่า ท่านเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เข้าถึงความจริงได้แล้ว ท่านก็ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ในเรื่องเดียวกัน นับประสาอะไรกับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยุ่งอยู่กับความวุ่น มากกว่าความว่างเล่า...












หนังสืออ้างอิง :

1. ผศ. สุเมธ เมธาวิทยากูล, ปรัชญาเบื้องต้น (Introduction to Philosophy); พิมพ์ครั้งที่ 1 , โอ. เอส.พริ้นติ้ง เฮ้า, 2534
2. พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, อธิบายคำ “ปรัชญา” และ “อภิปรัชญา” , ในสมุดที่ระลึกวันรคาชบัณฑิตยสถาน, ๓๑ มีนาคม ๒๔๘๖
3. E.G. Spaulding in the New Rationalism (New york : Holty, 1918 ).
4. ดร. เดือน คำดี, ปัญหาปรัชญา; โอเดียนสโตร์. กรุงเทพฯ , พ.ศ. ๑๕๓๔
5. อาจารย์ บัณฑิต รอดเทียน, Dhammaca, Vol. 4 May – Oct 2001
6. แสง จันทร์งาม, วิธีสอนของพระพุทธเจ้า, พิมพ์ครังแรก พ.ศ. 2526; กรุงเทพฯ : - - - กมลการพิมพ์ 2526

เปรียบเทียบสถานะและบทบาทของมหาสิทธิกับพระโพธิสัตว์

บทนำ
ตันตระ มาจากรากศัพท์ ตัน ตนะ แปลว่า แผ่ออกไป แต่นักเขียนยุคต่อมาบางท่านบอกว่า มาจากศัพท์ “ ตตริ หรือ ตันตริ” แปลว่า กำเนิดหรือความรู้ นัยที่แท้จริงหมายถึงคัมภีร์เป็นอุปกรณ์ถ่ายทอดความรู้ หลักการสังขยะ บางครั้งเรียก“ตันตระ” เป็นแขนงหนึ่งของความรู้ถือการสวดมนต์มีส่วนสำคัญมากพวกตันตระหรือพวกตันตริก ถือว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พวกเขายึดถือนั้นมิได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้
พุทธศาสนาตันตรยานหรือมหายานแบบทิเบต มีวิวัฒนาการมาจากพระพุทธศาสนาที่ผสมผสานกับฮินดูในยุคนั้น
ตันตระได้มีพัฒนาการขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๐ นักบวชนิกายนี้ไม่เรียกว่าภิกษุ แต่เรียกว่า “สิทธะ” ต่อมาได้แตกแยกสาขาออกไปอีก แบ่งเป็น ๒ พวกใหญ่ ๆ คือ
(๑) ทักษิณจารี กลุ่มนี้ยังประพฤติตามธรรมวินัย ถ้าเป็นพระยังรักษาพรหมจรรย์ โดยตีความให้เป็นธรรม กล่าวโดยสัญญลักษณ์ จะถือเอาตรงมิได้ เช่นในคัมภีร์สนธนมาลา ของท่านอนังควัชระ ซึ่งเป็นสิทธาจารย์คนหนึ่ง ได้กล่าวว่า “สาธุควรได้รับการบำเรอจากสตรีเพศ เพื่อให้เสวยมหามธุรา” ข้อความเช่นนี้เป็นสนธยาภาษา จะต้องไขความว่า สตรีเพศในที่นี้ท่านให้หมายเอาปัญญา สาธุเป็นเพศชาย จะต้องสร้างอุบายเพื่อร่วมเป็นเอกีภาพ
(๒) วามจารี กลุ่มนี้ประพฤติคลาดเคลื่อน ไม่รักษาพรหมจรรย์ มีลักษณะเป็นหมอผีมากขึ้น คือ อยู่ป่าช้าใช้กะโหลกหัวผีเป็นบาตร และใช้ภาษาลับพูดกันเรียกว่า “สนธยาภาษา” ถือการเสพกามคุณเป็นการบรรลุวิโมกข์ การบรรลุนิพพานต้องทำให้ธาตุชายธาตุหญิงหญิงมาสมานกัน ธาตุชายเป็นอุบาย ธาตุหญิงเป็นปรัชญา
ความสัมพันธ์กับอินเดีย
ในสมัยพุทธกาล ทิเบตถือเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของชมพูทวีป อยุ่ในแคว้นโกศล ป่ามหาวันที่อยู่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ มีอาณาบริเวณเหนือครอบคลุมถึงภูเขาหิมาลัย ด้านใต้จรดทะเล พระพุทธเจ้าทรงแสดงงมหาสมัยสูตรและมธุปิณฑิกสูตร ป่ามหาวันนี้
ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อทำตติยสังคายนาเสร็จแล้ว มีการส่งสมณะทูตออกไปประกาศพระศาสนา ๙ สาย พระมัชฌิมเถระและคณะซึ่งเป็นพระธรรมทูตสายหนึ่งเดินทางไปประกาศพระศาสนาบริเวณเทือกเขาหิมาลัย
ในยุคที่นาลันทามหาวิหารรุ่งเรืองชาวทิเบตหลายคนมาศึกษาวิชาสาขาพระพุทธศาสนาและสาขาอื่นๆ เช่น ประมาณ พ.ศ. ๑๑๐๐ ธอนมี สัมโภตะ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาราชสำนัก เดินทางมาศึกษาที่นาลันทา กลับไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาในทิเบต และประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งรัฐ
ประมาณ พ.ศ. ๑๕๒๓ – ๑๕๙๖ พระโอรสแห่งกษัตริย์กัลยารศรีและพระมเหสีศรีประภาวดี จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี ได้มาเป็นอธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยวิกรมศิลาใน พ.ศ. ๑๕๗๗ - ๑๕๘๑ ต่อมาได้รับเชิญไปทิเบตเพื่อปฏิรูปพระศาสนา และได้ก่อตั้งนิกายลามะ (Lamaism) ขึ้นในทิเบต พุทธศตวรรษที่ ๑๕ ถือเป็นยุตที่มีการส่งคนไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่นาลันทามหาวิหารมาก เนื่องกษัตริย์ประสงค์ที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในทิเบต มีการแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาทิเบต สร้างวัด และนิมนต์หรือเชิญนักปราชญ์ในอินเดียไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในทิเบต นักปราชญ์ชาวทิเบตที่จบการศึกษาจากนาลันทามหาวิหาร เป็นผู้วางระบบการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันก็อาศัยนักปราชญ์ต่างชาติโดยเฉพาะอินเดียและเอเชียกลางนำหลักวิชาการไปสอนตามระบบที่วางเอาไว้ ทำให้วิชาการด้านพระพุทธศาสนารุ่งเรือง ทั้งในรูปแบบพระพุทธศาสนาดั้งเดิมและพระพุทธศาสนาแบบทิเบต ความแปลกแยกทั้งในด้านหลักการและวิธีการจึงปรากฏอยู่ให้เห็นอยู่มาก
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทิเบตจะมีส่วนผสมของวัฒนธรรมของอินเดียมากกว่าของจีน ที่เป็นเช่นนี้เพราะทิเบตรับวัฒนธรรมด้านศาสนาและภาษามาจากอินเดียเป็นหลัก โดยเฉพาะพระพุทธศาสนามหายานและภาษาสันสกฤตที่มีการเรียนการสอนที่นาลันทามหาวิหาร
ท่านศานตรักษิตะสอนตันตระ นำเสนอแนวคิดที่จะเชื่อมพลังชายและหญิงเข้าด้วยกัน ด้วยระบบ พลังทางเพศที่ได้รับการควบคุม (Disciplined Sexual Energy) กระบวนการแห่งจักรวาลหมุนไปโดยการมีเพศสัมพันธ์
อภิปรัชญา
ทฤษฎีกาลจักร ( Theory of time and Space) คือระบบควบคุมจักรวาล นั่นคือ จักรวาลหมุนไปต้องมีความสอดคล้องกันระหว่างกระแสแห่งชีวิตในร่างกายและกระแสแห่งกาลในจักรวาล หรือกระแสชีวิตภายในและกระแสชีวิตภายนอกจักรวาลเชื่อมโยงกับมันตระศักดิ์สิทธ์ ๖ พยางค์ คือ โอม มณี ปัทเม หูม (โอม มณี เปเม หุง) และพระธยานีพุทธะทั้ง ๕
มนุษย์มีวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัว แต่เข้าถึงไม่ได้ ต้องอาศัย การปฏิบัติการทางเพศที่ได้รับการควบคุมจะช่วยชำระ ระบบประสาทให้บริสุทธิ์
สภาวะเป็นสภาวะที่ทั้งสงบนิ่งและเคลื่อนไหว เป็นพลังที่เกิดจากการรวมกันระหว่างปรัชญากับอุบาย (ปรัชญา+ อุบาย) ปรากฏการณ์ทั้งหลายเป็นภาพสะท้อนให้เห็นสิ่งสูงสุด ๒ ประการ คือ (๑) อันติมจิต (๒) ปรัชญาและอุบายที่รวมกันอยู่อย่างแบ่งแยกไม่ได้
จักรวาลทั้งสิ้นแบ่งออกเป็นองค์ ๒ส่วนที่เสริมกันและกัน คือ
(๑) คัพภธาตุ มีลักษณะเป็นนามธรรม สถิตนิ่งอยู่ภายใน
(๒) วัชรธาตุ มีลักษณะเป็นรูปธรรม เคลื่อนไหว
ตันตระมีแนวคิดเชิงพหุเทวนิยม (Polytheistic) แม้จะเป็นตันตระแบบพุทธก็มีแนวคิดที่เอียงไปข้างสัสสตทิฏฐิ (Eternalist) เน้นความกลมกลืนระหว่างสรรพสิ่งที่ตรงกันข้าม ถือเป็นปรัชญาสหภาพนิยม (Unificationism) เป้าหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติคือการกำจัด “ทวยะ หรืออทวิภาวะ Duality” เข้าถึง “อทวยะ หรือ อทวิภาวะ (Non- Duality)
ในเบื้องต้น ความหมายแห่งอทวยะ คือการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวระหว่างจิตกับวัตถุ จุดหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติโยคะคือการรวมกันระหว่างผู้รู้ (Subject) กับสิ่งที่ถูกรู้(Object) การกำจัดความแตกต่างระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นเป็นแนวคิดเรื่องปรัชญากับกรุณา พัฒนากรุณา(Male) ให้อยู่ในฐานะเป็นผู้รู้หรือผู้กระทำ พัฒนาปรัชญา (Female) ให้อยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ การรวมกันอย่างกลมกลืนระหว่างกรุณากับปรัชญา เรียกว่า อทวยะ หมายถึงความไม่แบ่งแยกปฏิบัติการ ภาพของปรากฏการณ์ที่ซ้าย-ขวา, บวก – ลบ หรือเป็นฝั่งโน้นฝั่งนี้เกิดเพราะการมองแบ่งแยก และสาเหตุที่ทำให้เกิดการมองอย่างแบ่งแยก เพราะพลังปรัชญากับกรุณา ปฏิบัติการอย่างไม่ประสานกัน ปรัชญามองอย่างแบ่งแยก ในขณะที่กรุณามองรวมกัน แต่การรวมสนิทไม่เกิดขึ้น เพราะพลังปรัชญาสอดแทรกอยู่ตลอดเวลา ภาวะรวมนี้สะท้อนออกมาเป็นภาพใน ๔ ด้าน คือ (๑) จักรวาล (๒) พุทธวิทยา (๓) ปัจเจกชน และ (๔) สังคม ทั้งหมดรวมเป็นร่างของปรัชญากับ (Embodiment of two – in –one of Wisdom and Compassion)
ภาพด้านจัรกวาลก็คือว่า จักรวาลทั้งหมดแบ่งเป้น ๒ ส่วนคือ คัพภธาตุและวัชรธาต ธาตุทั้ง ๒นี้รวมกันเป็นร่างมหาไวโรจนะคัพภธาตุเป็นพลังฝ่ายจิต เป็นพลังสถิตสงบนิ่งอยู่ภายใน (Passsive) ส่วนวัชราตุเป็นพลังฝ่ายวัตถุ เป็นพลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว (Active)
ภาพด้านพุทธวิทยา คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย และอุตตรรูปอื่น เป็นบุคคลาธิษฐานของนัยต่างๆแห่งสัจภาวะหรือขั้นต่างๆของมรรคาเป็นพลังฝ่ายชายที่ปรากฏร่วมกันอย่างแยกไม่ออกกับพลังศักติซึ่งเป็นพลังฝ่ายหญิง ศักตะคือร่างบุรุษหมายถึงอุบาย (กรุณา) ศักติคือร่างสตรีหมายถึง ปรัชญา
ภาพด้านปัจเจกชน ในตัวของแต่ละบุคคล ปรัชญากับกรุณาเป้นพลังที่ไหลเลื่อนตามเส้นประสาทออกทางช่องจมูก เรียกว่า “รสนา (ลิ้มรส- บุรุษ)” การปฏิบัติโยคะชั้นสูงของพุทธตันตระใช้วิธีการประสานพลังตามเส้นประสาททั้ง ๒นี้ เป้นผลก่อให้เกิดละเอียดอ่อนสามารถนำไปรวมอยุ่ในประสาทกลาง เรียกว่า “อวธูตี” พลังนี้จะก่อให้ปฏิกิริยาขึ้นที่จิต (Mental) ต่อจากนั้นกระทบจิตพิเศษ (Super conscious) และท้ายที่สุดจะก่อปฏิกิริยาที่อุตตรภูมิ (Transcendental Plane ) เป็นผลให้พลังแฝงทั้งหมดของบุคคลได้รับการกระตุ้นด้วยพลังไฟและรวมเป็นกลุ่มก้อน ก่อให้เกิดพลังมหาศาล แทงตลอดสรรพธรรม การประสานพลังอย่างนี้ เรียกว่า “ปรัชโยบาย” เป็นวิธีปฏิบัติซับซ้อนยากและอันตราย ผู้ปฏิบัติต้องอาศัยครูแนะนำอย่างใกล้ชิด
ภาพด้านสังคม ประเด็นทอภิปรายเกี่ยวกับนัยที่แท้จริงของ Sexual Sacramentalism การใช้สตรีเป็นสัญลักษณ์แทนปรัชญาและใช้บุรุษเป็นสัญลักษณ์แทนกรุณา และประสานสัญลักษณ์ทั้งสอง เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดพลังนำไปสู่จุดหมายสูงสุด ทำให้เกิดลักษณะนอกรีตในยุคต่อมา เช่นมีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ (กรุณา) อยู่ในอ้อมกอดของเทพี(ศักติ- ปรัชญา ) มีการประยุกต์หลักการนี้เพื่อปฏิบัติ นำสตรีเข้ามามีส่วนร่วมในการกระบวนการปฏิบัติ โดยเชื่อว่าจะเป็นพลังกระตุ้นให้เกิดการบรรลุธรรมเร็วขึ้น การใช้ตัณหา เป็นอุปกรณ์เพื่อไปสู่จุดหมาย โดยปรับสภาพตัณหาให้บริสุทธิ์ (Sublimation of Desire) เป็นยานที่จำนำไปสู่ความหลุดพ้น “การหลั่งน้ำอสุจิคือการปลุกโพธิจิต”
พระอาทิพุทธะ
พระอาทิพุทธะ แปลว่า พระพุทธเจ้า ผู้เป็นกำเนิด (Primordial Buddha) ข้อความในคุณการุณฑวยูหะเขียนไว้ว่า “ในครั้งโน้นไม่มีอื่นนอกจากพระศัมภู นั้นคือ พระสวยัมภู พระองค์ผู้มากก่อนสรรพสิ่ง เกิดเองเป็นเองพร้อมกับโลก ไม่มีเบื้องต้น ไม่มีที่สุด จึงได้นามว่า อาทิพุทธะ กระแสแนวคิดที่ทำให้เกิดเรื่อง อาทิพุทธะ” มีเชื้อของลัทธิเทวนิยมส่วนหนึ่งเป็นความพยายามของผู้ประกาศพระพุทธศาสนาในนยุคที่จะต่อสู้กับกระแสเทวนิยม
พระธยานีพุทธะ
พระธยานีพุทธะถือว่าเป็นบุตรผู้สืบสายด้านจิตใจ (Spiritual Son ) ของพระอาทิพุทธะ แท้ที่จริง สาระแห่งพระธยานีพุทธะก็คือ “ธรรมกาย” ประทับสงบนิ่งอยู่ในสวรรค์ชั้นอรูปธาตุ (อรูปพรหม ?) แสดงธรรมลึกซึ้งแก่สัตว์โลกตลอดเวลา เมื่อปรากฏคู่กับศักติ จะอยู่ในรูป “ยับ-ยูม” พระธยานีพุทธะที่ปรากฏชื่อมี ๕ พระองค์ เมื่อสวมมงกุฏทิเบตเรียกว่า มกุฏพุทธะ (Crowned Buddha) แวดล้อมพระธยานีโพธิสัตว์ ชาวทิเบตนิยมทำภาพวาดพระธยานีพุทธะมากกว่าที่สร้างเป็นพระพุทธรูป ในวรรณกรรมพระพุทธะศาสนาในทิเบตบางเล่มปรากกชื่อพระธยานีพุทธะอีกองค์คือ พระวัชรสัตตวะแทนที่ พระอักโษภยะ แต่โดยที่พระกายอันเป็นรูปตามตรีกาย ทรงเป็นธรรมกาย หรือพระกายแห่งการตรัสรู้ พระธรรมของพระพุทธเจ้า และด้วยอำนาจฌานของพระธยานนีพุทธะทำให้เกิดพระธยานีโพธิสัตว์
โลกประกอบด้วยจักรวาลธาตุหรือขันธ์ ๕ และขันธ์เหล่านี้เป็นพลังจักรวาลที่อมตะไม่มีเบื้องต้นและที่สุด นั่นคือพระธยานีพุทธะ โดยมีพระอาทิพุทธะเป็นศูนย์กลางในโลกปัจเจกบุคคลก็ก็มีขันธ์ ๕ เป็น ส่วนประกอบพระธยานีพุทธะที่ประจำอยู่ในนแต่ละขันธ์แสดงถึงโพธิกรรมที่แทรกอยู่ โดยยกฐานะขึ้นเป็นเทพในวัชรยาน ปรากฏในรูปของพระธยานีพุทธะ แต่ก็ได้พยายามเสนอแนวคิดในรูปแห่ง “เอกเทวนิยม” โดยสร้างทฤษฎี “วัชรธร” คือ อาทิพุทธะขึ้นมา วัชรยานถือว่าอาทิพุทธเป็นเทพสูงสุด เป้นเทพองค์เดียวที่เป็นต้นกำเนิดของพระธยานีพุทธะทั้งหลาย
พระธยานีพุทธเป็นพระพุทธเจ้าพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเป็นโพธิสัตวื พระองค์ไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์สิ่งใด แต่การสร้างสรรค์ดลกเป็นหน้าที่ของเทวดพธิสัตว์ผู้เป็นเหล่ากอของพระธยานีพุทธะ ทฤษฎีพระธยานีพุทธะได้รับการเผยแพร่ในราว พ.ศ. ๘๐๐ เกิดมาจากทฤษฎีสัสสตภาวะของขันธ์ ๕
พระธยานีพุทธะทุกองค์มีศีกดิ์หรือเทพธรรมที่ทรงแสดงคู่เดียวเรียกว่า อาทิธรรม หรือ อาทิปรัชญา พระธยานีพุทธะทั้ง ๕ องค์ คือ
พระไวโรจน์พุทธะ
พระอักโษภยะ
พระรัตนสัมภวะ
พระอมิตาภะ
พระอโมฆสิทธิ
พระธยานีโพธิสัตว์
พระธยานีโพธิสัตว์ ผู้ที่อยู่ในรูปสัมโภคกาย สถิตอยู่ในสวรรค์รูปธาตุ พระธยานีโพธิสัตว์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือมาก คือกลุ่ม ๕ อาจเป็นเพราะถือว่าเกิดมาจากพระยานีพุทธะโดยตรง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ถือเป็นบุตรทางจิตของพระธยานีพุทธะ เป็นสังฆะผู้สร้าง เป็นผลิตผลของการรวมกันระหว่างพระพุทธะ (จิต)พระธรรม (วัตถุ) บางตำนานบอกว่า พระยานีโพธิสัตว์ได้รับพลังปฏิบัติการจากพระอาทิพุทธะโดยผ่านพระธยานีพุทธะวัมนธรรมเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของพระพุทธศาสนามหายานทั้งยุคดั้งเดิมและยุคใหม่หรือตันตรยานซึ่งแพร่หลายในทิเบต รูปของพระโพธิสัตว์ที่สร่างขึ้นนั้นมีทั้งที่เป็นแบบตันตระ (Tamtra Form) และไม่ใช่ตันตระ (Non- tantra Form ) ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนมากนักว่า เพราะเหตุไรจึงมีทั้งแบบตันตระและไม่ใช่ตันตระ การสร้างรูปพระโพธิสัตว์ด้วยวัตถุที่แน่นหนามั่นคง นิยมมากในยุคที่บ้านเมืองรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นเมืองมีปัญหา ประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่น การวาดรูปพระโพธิสัตว์เป็นที่นิยมมากกว่า เพราะน้ำหนักไม่มากสามารถนำติดตัวไปได้
ภารกิจการสร้างโลก
หน้าที่เชิงจักรวาลวิทยาอย่างหนึ่งของพระโพธิสัตว์ คือ การสร้างโลก ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงการท้องฟ้า แผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา และสภาพแวดล้อมต่างๆ บนโลกนี้ แต่หมายถึงการสร้างยุคสมัยบนโลกนี้
พระสมันตภัทระ บุตรของพระธยานีพุทธไวโรจนะ ผู้แสดงพระองค์บนโลกเป็นพระมานุษีพุทธกกุสันธะ สร้างโลกยุคที่ ๑
พระวัชรปาณี บุตรของธยานีพุทธอักโษภยะ ผู้แสดงพระองค์บนโลกเป็นพระมานุษีพุทธโกนาคม สร้างโลกยุคที่ ๒
พระรัตนปาณี บุตรของพระธยานีพุทธรัตนะสัมภวะ ผู้แสดงพระองค์บนโลกเป็นพระมานุษีพุทธกัสสปะ สร้างโลกยุคที่ ๓
พระอวโลกิเตศวร หรือ พระปัทมปาณี บุตรของพระธยานีพุทธะ อมิตาภะ ผู้แสดงพระองค์บนโลกเป็นมานุษีพุทธโคตมศากยมุนี สร้างโลกยุคที่ ๔ ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน
พระวิสวะปาณี บุตรของธยานีพุทธอโมฆสิทธิผู้จะแสดงพระองค์บนโลกเป็นพระมานุษีไมเตรยะ จะสร้างโลกยุคที่ ๕
พระสมันตรภัทระ มีเครื่องหมายประจำ คือ แก้วสารพัดนึก
สีประจำ คือ สีเขียวหรือสีเหลือง
สัญลักษณ์ คือ ดอกบัวน้ำเงิน
พาหนะ คือ ช้าง
ปาง คือ ปางรำพึง (วิตก) แลละปางประทานพร
พระสมันตรภัทรโพธิสัตว์ที่อยู่ในกลุ่ม ๕ เป็นผู้สูงส่งด้านปัญญา เทียบเท่าอาทิพุทธะ แต่ต่อมาถูกลดฐานะลงไปนิกายโยคาจารกล่าวว่า “พระองค์เป็นผู้สร้างระบบโยคะ” ภาพที่แสดงไว้ในที่ต่างๆ นิยมสวมมงกุฏ มือซ้ายถือแก้วสารพัดนึกดอกบัวสีน้ำเงินอยู่บนบ่าซ้าย มือขวาแสดงท่าปางรำพึงประทับนั่งหรือยืน บางครั้งมีสักติที่อยู่ในท่ายับ – ยุมเคียงข้าง
พระสมันตรภัทรโพธิสัตว์ที่อยู่ในกลุ่ม ๘ มือขวาแสดงท่าปางรำพึงและประทานพร ถือกลีบบัวที่รองรับแก้วสารพัดนึก มือซ้ายถือวัชระ บางครั้งระบายสีเหลือง ในประเทศญี่ปุ่น จะพบรูปพระสมันตรภัทระอยู่ด้านขวาพระศากยมุนี มีพระมัญชุศรีโพธิสัตว์เคียงคู่อยู่ด้วย พระองค์อยู่บนหลังช้าง ๓ เศียร หรือ ๑ เศียร ๖ งา คุกเข่าหรือยืน ถือดอกบัว ในประเทศสจีนก็เหมือนนกันจะพบรูพระสมันตรภัทระอยู่คู่กับพระศากยมุนีพุทธะและพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ประทับอยู่บนหลังช้าง
พระวัชรปาณี
เครื่องหมายประจำ คือ วัชระ
สีประจำ คือ นำเงินดำหรือสีขาว
สัญลักษณ์ คือดอกบัวสีน้ำเงิน
ศักติ คือ นางสุชาดา
พระวัชรปาณีปรากฏอยู่ในร่างมนุษย์ก็มี ร่างอื่น ๆ ก็มี มี ๑ เศียร ๔ แขน หรือ ๓ เศียร ๖ แขน หรือ ๔ เศียร ๔ แขน ๔ ขา แท้ที่จริงแล้ว พระองค์คือภาพสะท้อนของพระธยานีพุทธอักโษภยะ บางตำนานบอกว่า พระวัชรปานีคือท้าวสักกะหรือพระอินทร์ผู้เป็นเทพแห่งฝน มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือพระพุทธเจ้าต่อสู้กับพวกครุฑ หรือการบำเพ็ญพุทธกิจสำคัญ หรือบางคราวก็คอยปกป้องพวกนาคจากการรุกรานของพวกครุฑ หรือในบางโอกาส ถือเป็นศัตรูฉกาจของพวกปีศาจ
รูปของพระวัชรปานีปรากฏคู่กับพระอมิตาภะ (หรือมัญชุศรี) และพระปัทมปาณี ในวรรณกรรมเนปาล มีรูปพระวัชรปาณีประกอบ ยืนอยู่ด้านซ้ายของพระทีปังกรพุทธเจ้า หรือด้านขวาของนางตารา มือขวาถือวัชระมีกลีบบัวริองรับ มือซ้ายอยู่ในปางประทานพร ยืนขวาไขว้กัน บางทีจะพบรูปของพระวัชระปานีสีดำ
พระรัตนปาณี
พระธยานีโพธิสัตว์รัตนปาณีไม่เป็นที่นิยมมากกนักจึงไม่มีรูปปั้นหรือรูปภาพปรากฏแพร่หลาย รุปที่ปรากฏจะสวมมงกุฏ ๕ แฉกและสวมเครื่องประดับ มือขวาแสดงท่าปางประทานพร บางทีถือดอกบัวมือซ้ายประคองแก้วสารพัดนึกบนหน้าตักประติมากรรมจีน มีแก้วสารพัดนึก (ไข่มุก) ๓ ชิ้นอยู่ที่มงกุฏ วางเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม มีแสงประกาย มือซ้ายถือแก้วสารพัดนึกมีรัศมีเปล่งออกเป็นสามแฉก มือขวาแสดงท่าประทานพร
พระอวโลกิเตศวร
พระอวโลกิเตศวร กอ่กำเนิดมาจากการประทับเข้าฌาณของพระอมิตาภพุทธเจ้าในยุคดั้งเดิม มีบทบากด้านการช่วยเหลือผู้ประสพทุกข์ ตรวจดูความเป็นไปของโลก พระอวโลกิเตศวรดั้งเดิมเป็นชาย ต่อมาในประมาณพ.ศ. ๑๑๐๐ เทพแห่งเมตตาเป็นที่บูชาสักการะมากในจีน ในทุกวัดจะมีรูปเทพแห่งเมตตา ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แห่งความอ่อนโยน แต่ยุคนี้ไม่มีการตั้งชื่อเทพแห่งเมตตา จึงมีผุ้สถาปนาพระอวโลกิเตศวรขึ้นเป็นเทพแห่งเมตตา ในนามว่า “กวนยิน”
“เมตตา” เป็นสัยลักษณ์แห่งเพศหญิง เมื่อกำหนดพระอวโลกิเตศวรให้เป็นเทพแห่งเมตตาแล้ว จึงเชื่อว่า เทพีแห่งเมตตานั้นเป็นการแสดงออกมาของพระอวโลกิเตศวร
มานุษีพุทธะ
พระมานุษีพุทธะคือนิยตมานุษีโพธิสัตว์ผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์หมดแล้ว จึงบำเพ็ญบารมีตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เปลี่ยนสถานะจากโพธิสัตว์เป็นพุทธะ
พระมานุษีโพธิสัตว์
มานุษีโพธิสัตว์ เป็นผู้ทำหน้าที่นำนโยบายของธยานีพุทธะไปปฏิบัติในสถานการณ์จริง เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน มานุษีโพธิสัตว์มี ๒ ประเภท คือ (๑) อนิยตมานุษีโพธิสัตว์ คือผู้บำเพ็ญบารมียังไม่ถึงภูมิ ๑๐ มีประมุทิตาเป็นต้น มีธรรมเมฆาเป็นที่สุด (๒) นิยตมานุษีโพธิสัตว์ คือผู้บำเพ็ญบารมีถึงภูมิที่ ๑ ในจำนวนภูมิ ๑๐
ในทัศนคติของตันตระถือว่ามานุษีพุทธะนั้นมีจำนวนเหลือคณานับ เปรียบด้วยเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา มานุษีพุทธะเหล่านี้คือผู้อวตารมาจากอาทิพุทธะ
จากที่ได้ศึกษาบทบาท สถานะของหมู่เทพแห่งตันตระแล้ว พบว่า หมู่เทพทั้งหลายตั้งแต่อาทิพุทธะ จนถึงมานุษพุทธะ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน โดยได้รับอิทธิพลต่อๆกันมาจากอาทิพุทธะ ผู้เป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งปวง ครอบจักรวาลฉายภาพออกมาโดยการมีสัมพันธ์ทางเพศระหว่างชายหญิง ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกกันได้ มีความสอดคล้องกันกับการหมุนไปแห่งโลกธาตุ











โครงสร้างความสัมพันธ์แห่งหมู่เทพฯ
(Structural Relationship of Tantra Gods)

พระอาทิพุทธะ

พระธยานีพุทธะ พระธยานีโพธิสัตว์

พระไวโรจน์พุทธะ พระสมันตภัทระ
พระอักโษภยะ พระวัชรปาณี
พระรัตนสัมภวะ พระรัตนปาณี
พระอมิตาภะ พระอวโลกิเตศวร
พระอโมฆสิทธิ พระวิสวะปาณี